คุณเพิ่งคลอดลูก ชีวิตเหมือนถูกจับโยนกลับหัวกลับหาง แต่ทุกคนรอบตัวก็บอกแต่ว่า “ช่วงนี้ควรเป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดในชีวิตนะ”
ในความเป็นจริง คุณอาจแอบร้องไห้ในห้องน้ำ หงุดหงิดใส่แฟน หรือยังนอนตาค้างตอนตี 3 ทั้งที่ลูกหลับแล้ว พร้อมกับคิดวนไปมาในหัวว่า
“เรามีอะไรผิดปกติรึเปล่า ทำไมเราถึงเป็นแบบนี้”
ถ้าคุณกำลังรู้สึกคล้ายๆ แบบนี้อยู่ คุณไม่ได้แย่ คุณไม่ใช่แม่ที่ไม่ดี และคุณไม่ได้อยู่คนเดียวเลย
บทความนี้จะเล่าให้ฟังแบบตรงไปตรงมาว่า
เบบี้บลูส์ กับ ซึมเศร้าหลังคลอด ต่างกันอย่างไร, ภาวะวิตกกังวลหลังคลอดหน้าตาเป็นแบบไหน, และเมื่อไหร่ที่อาการหลังคลอดพวกนี้ยังอยู่ในกลุ่ม “ฮอร์โมนเหวี่ยงแบบปกติ” หรือเมื่อไหร่ที่ควรขอความช่วยเหลือเพิ่ม
ถ้าแค่ประโยคใดประโยคหนึ่งดูเหมือนกำลังพูดถึงคุณอยู่ อย่าเพิ่งปิดบทความนี้ สำหรับผู้หญิงบางคน ข้อมูลเหล่านี้ช่วยชีวิตเอาไว้ได้จริงๆ
คุณหมอ พยาบาล หรือพยาบาลผดุงครรภ์ในไทยหลายคนมักจะเตือนเรื่อง เบบี้บลูส์ ตั้งแต่ฝากครรภ์ แต่พอคลอดจริง กลับบ้านจริง ถึงจะเข้าใจว่าที่เขาพูดไว้หมายถึงอะไร
ในงานวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศพบว่า แม่มือใหม่มากถึงประมาณ 70 - 80% มีอาการเบบี้บลูส์หรืออารมณ์เหวี่ยงหลังคลอด
พูดง่ายๆ คือในคุณแม่ 10 คน จะมีอย่างน้อย 7 - 8 คนที่มีอาการหลังคลอดแบบนี้ในระดับใดระดับหนึ่ง
ภาวะนี้เกี่ยวข้องกับหลายอย่างพร้อมกัน เช่น
นี่ไม่ใช่สัญญาณว่า “คุณอ่อนแอ” แต่เป็นการตอบสนองของร่างกายและสมองต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเวลาอันสั้นมาก
ส่วนใหญ่คุณแม่จะเริ่มสังเกตว่าอารมณ์เหวี่ยงๆ เปลี่ยนขึ้นลงง่ายหลังคลอดได้ไม่นาน
เบบี้บลูส์มักเริ่มเมื่อไหร่
โดยทั่วไปคือ วันที่ 2 - 3 หลังคลอด
มักเริ่มชัดๆ ตอนกลับบ้านจากโรงพยาบาล หรือช่วงที่อะดรีนาลีนจากการคลอดเริ่มลดลง
ช่วงที่หนักที่สุดคือเมื่อไหร่
หลายคนบอกว่าอาการจะเหมือนระเบิดในวันที่ ประมาณวันที่ 5 หลังคลอด
บางคนเรียกวันนี้ว่า “วัน meltdown” เลยก็มี
เบบี้บลูส์อยู่ได้นานแค่ไหน
โดยมากจะ ค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์แรกหลังคลอด
หลังจากนั้นอาจยังเหนื่อยง่าย อ่อนไหว ร้องไห้บ้าง แต่ความเหวี่ยงแรงๆ จะน้อยลงเรื่อยๆ
ถ้าหลังจากคลอดเกิน 2 สัปดาห์ แล้วอาการยังหนักเหมือนเดิม หรือหนักขึ้น นั่นเป็นสัญญาณสำคัญว่าควรคุยกับแพทย์หรือพยาบาลประจำคลินิก/รพ.สต. เกี่ยวกับ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ซึ่งต่างจากเบบี้บลูส์
อาการเบบี้บลูส์จะดูเละเทะ ปนกันไปหมดในวันเดียว
เมื่อกี้ยังหัวเราะกับหน้าตาตลกๆ ของลูก อีกแป๊บเดียวกลับมานั่งร้องไห้เพราะขนมปังไหม้
อาการเบบี้บลูส์ที่พบได้บ่อย เช่น
อารมณ์แปรปรวนขึ้นลงเร็ว
เดี๋ยวดี เดี๋ยวหงุดหงิด เดี๋ยวร้องไห้ไม่รู้ตัว
น้ำตาไหลง่าย
ร้องไห้แบบ “ไม่รู้ร้องทำไม”
มักจะเป็นช่วงเย็นๆ หรือตอนคนมาเยี่ยมกลับไปแล้ว
หงุดหงิดง่าย
เผลอเสียงดังใส่แฟนหรือคนในบ้าน รู้สึกรำคาญไปหมด
กังวลมากกว่าปกติ
โดยเฉพาะเรื่องให้นมลูก เรื่องลูกนอน เรื่องทำอะไร “ถูกไหม”
นอนไม่ค่อยหลับแม้ลูกจะหลับแล้ว
เหนื่อยมากแต่สมองไม่ chịuปิด
รู้สึกว่างานในแต่ละวันมันเยอะเกินรับไหว
แค่ให้นม เปลี่ยนผ้าอ้อม อาบน้ำตัวเอง ก็รู้สึกหมดแรงเหมือนวิ่งมาราธอน
ในภาวะเบบี้บลูส์ ถึงจะยากลำบาก แต่โดยรวมมักยังมีลักษณะเหล่านี้อยู่
ถ้าประสบการณ์ของคุณใกล้เคียงแบบนี้ น่าจะยังอยู่ในกลุ่ม แม่ใหม่ อาการเบบี้บลูส์ การได้พัก ได้รับกำลังใจ และมีคนช่วยงานบ้าน จะช่วยให้ผ่านช่วงนี้ไปได้ง่ายขึ้นมาก
ซึมเศร้าหลังคลอด หรือ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด (postpartum depression) ไม่ใช่แค่เบบี้บลูส์ที่อยู่ยาวนานกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ถือเป็น “โรคหนึ่ง” ที่ควรได้รับการรักษาอย่างจริงจังเหมือนโรคทางร่างกายอื่นๆ
จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิตและงานวิจัยในไทย ประเมินว่า อย่างน้อย 10 - 15% ของคุณแม่หลังคลอด มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดในช่วง 1 ปีแรก
คิดง่ายๆ คืออย่างน้อย 1 ใน 10 ของคุณแม่หลังคลอด และตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้ เพราะหลายคนไม่กล้าบอกใครว่าอาการหนักแค่ไหน
จุดนี้มักทำให้หลายคนสับสน
ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดอาจ
ดังนั้นถ้าลูกคุณอายุ 4 เดือน หรือ 9 เดือน แล้วคุณคิดว่า
“ตอนนี้ยังจะเป็นซึมเศร้าหลังคลอดได้อีกเหรอ”
คำตอบคือ ได้ค่ะ ยังถือว่าอยู่ใน “ภาวะหลังคลอด” เหมือนกัน
ประสบการณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่มี อาการซึมเศร้าหลังคลอด บางอย่างที่มักพบร่วมกัน
ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้หลายข้อ เกือบทุกวันต่อเนื่องนานกว่า 2 สัปดาห์ ควรเริ่มมองหาความช่วยเหลือเรื่องซึมเศร้าหลังคลอดได้แล้ว
รู้สึกเศร้าหรือว่างเปล่าตลอดเวลา
เหมือนมีเมฆหมอกดำทึบในหัว ใจหนัก รู้สึกสิ้นหวังหรือชาชินไปหมด
ไม่สนุก ไม่เพลิดเพลินกับสิ่งที่เคยชอบ
ดูซีรีส์ ฟังเพลง เล่นโทรศัพท์ หรือแม้แต่กอดลูก ก็รู้สึกเฉยๆ ไม่อิน ไม่สนุก
รู้สึกไม่ค่อยผูกพันกับลูก
ดูแลลูกตามหน้าที่ แต่ในใจไม่รู้สึกรัก ไม่รู้สึกผูกพัน บางครั้งอาจมีความรู้สึกโกรธหรือหงุดหงิดกับลูกโดยไม่ตั้งใจ
กังวลรุนแรง หรือมีอาการตื่นตระหนก (panic)
ใจเต้นแรง มือสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ทั่วท้อง รู้สึกเหมือนจะเป็นลม หรือควบคุมตัวเองไม่ได้
รู้สึกผูกพันกับลูกยาก
ไม่ได้รู้สึก “รักตั้งแต่แรกเห็น” แบบที่คนชอบเล่าให้ฟัง หรืออาจรู้สึกว่างเปล่า เหนื่อย เบื่อ หรือโกรธก็ได้
ใช้ชีวิตประจำวันไม่ไหว
เรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวันกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปหมด เช่น ไม่มีกำลังจะแปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว หรือแม้แต่ตอบไลน์ใครสักคน
หลีกเลี่ยงคนรอบตัว
ไม่อยากเจอใคร ไม่อยากรับโทรศัพท์หรือแชตจากเพื่อน ญาติ บางคนโกหกว่าตัวเอง “โอเคดี” ทั้งที่ในใจรู้สึกแย่มาก
การนอนเปลี่ยนไปมาก
นอนไม่หลับแม้ลูกหลับแล้ว หรือบางคนรู้สึกอยากนอนทั้งวันหนีความจริง
การกินเปลี่ยนไปชัดเจน
กินได้น้อยมาก หรือกลับกัน กินเยอะมากเพื่อปลอบใจตัวเอง
รู้สึกผิด เหนือบ่ากว่าใคร หรือคิดว่าตัวเองเป็น “แม่ที่แย่”
โทษตัวเองตลอดเวลา ทั้งที่ถ้ามองจากข้างนอก ความผิดพลาดเหล่านั้นอาจเล็กนิดเดียว หรือไม่ผิดเลยด้วยซ้ำ
มีความคิดทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายลูก
ตั้งแต่ภาพหรือความคิดแล่นเข้ามาในหัวโดยไม่อยากคิด ไปจนถึงเริ่มคิดวางแผนจริงจัง
สองข้อสุดท้ายอยากบอกให้ชัดๆ ตรงนี้ว่า
การมีความคิดอยากทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายลูก ไม่ได้ทำให้คุณเป็นคนใจร้ายหรือเป็น “แม่ปีศาจ” แต่มันสะท้อนว่าคุณกำลังป่วยหนักและต้องการความช่วยเหลือด่วนๆ ไม่ใช่การถูกตัดสินหรือตำหนิ
คุณแม่บางคนไม่ได้รู้สึก “เศร้า” เป็นหลัก แต่รู้สึก “กลัว” นำมาเลย
หัวใจเต้นรัว ตกใจง่าย เช็กลูกหายใจอยู่ไหมทุก 3 นาที เปิดดู Google ดูดวงผื่นเล็กๆ บนตัวลูกตอนตี 2 ซ้ำแล้วซ้ำอีก
แบบนี้อาจเป็น ภาวะวิตกกังวลหลังคลอด (postpartum anxiety) ซึ่งอาจเกิดเดี่ยวๆ หรือเกิดร่วมกับซึมเศร้าหลังคลอดก็ได้
ความกังวลเล็กน้อยถือว่าเป็น ภาวะหลังคลอด ที่พบได้ปกติ แต่ถ้าเริ่มเลยเถิดไปถึงระดับนี้ อาจเข้าเกณฑ์ “วิตกกังวลหลังคลอด”
คิดกังวลเกินกว่าปกติจนปิดสวิตช์ไม่ลง
ความคิดวนซ้ำไปมา ห้ามไม่อยู่ ต่อให้คนอื่นบอกว่าปลอดภัยก็ยังไม่สบายใจ
ความคิดวิ่งเร็วไปเรื่อยๆ
สมองกระโดดจาก “ถ้าลูกหายใจไม่ออกล่ะ” ไป “ถ้าพลาดเราจะเป็นแม่ที่ไม่ดี” ไป “ถ้าเราไม่มีใครช่วยล่ะ” จนรู้สึกหมดแรงโดยแทบไม่ได้ทำอะไร
เช็กซ้ำๆ หรือถามย้ำขอความมั่นใจตลอดเวลา
เช่น เช็กลมหายใจลูกทั้งคืน เปิดดูจอเบบี้มอนิเตอร์ไม่หยุด ถามแฟนหรือคนที่บ้านซ้ำๆ ว่า “แบบนี้โอเคไหม”
มีอาการทางกายชัดเจน
แน่นหน้าอก ใจสั่น หายใจไม่ทั่วท้อง มือสั่น เหงื่อออก รู้สึกเหมือนจะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นตลอดเวลา
ผ่อนคลายไม่ได้เลย
ถึงลูกจะหลับดี ปลอดภัยอยู่ข้างๆ แต่ร่างกายกับหัวใจยังตื่นตัวเต็มที่ ไม่มีช่วงรู้สึก “โล่ง” จริงๆ
เลี่ยงสถานการณ์บางอย่างเพราะกลัว “ถ้า…”
เช่น ไม่กล้านอนเพราะกลัวลูกเป็นอะไรตอนตัวเองหลับ ไม่กล้าออกไปข้างนอกกับลูก ไม่กล้าให้ใครอุ้มลูกเลย
บางคนมีอาการวิตกกังวลหลังคลอดแบบชัดมาก แต่ไม่ได้รู้สึกเศร้าจัด ก็เลยคิดว่า “งั้นไม่น่าใช่ซึมเศร้าหลังคลอด”
แต่ในความจริง ภาวะสุขภาพจิตหลังคลอดมักมาพร้อมกันเป็นแพ็ก ทั้ง เบบี้บลูส์ ภาวะวิตกกังวลหลังคลอด และซึมเศร้าหลังคลอด ผสมกันไป
ลองเปรียบเทียบไปทีละข้อ แล้วค่อยๆ ถามตัวเองเบาๆ ว่าตอนนี้คุณอยู่ฝั่งไหนมากกว่ากัน
นี่คือหัวใจของคำถามที่หลายคนสงสัยว่า
“เบบี้บลูส์ กับ ซึมเศร้าหลังคลอด ต่างกันอย่างไร”
เบบี้บลูส์
ซึมเศร้าหลังคลอด
ถ้าคุณยังมีอาการหนักๆ ต่อเนื่อง หรือเพิ่งเริ่มมีอาการชัดหลังพ้น อาการหลังคลอด 2 สัปดาห์ ไปแล้ว ให้คิดถึงภาวะซึมเศร้าหลังคลอดมากกว่าเบบี้บลูส์
เบบี้บลูส์
ซึมเศร้าหลังคลอด
เบบี้บลูส์
ซึมเศร้าหลังคลอด
ถ้าคุณเริ่มถามตัวเองว่า
“เบบี้บลูส์อยู่ได้นานแค่ไหน ทำไมเราคลอดมา 4 สัปดาห์แล้วยังรู้สึกแย่มาก”
นั่นคือ สัญญาณเตือนซึมเศร้าหลังคลอด ที่ดีมาก ควรใช้จังหวะนี้ปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขได้เลย
ความจริงคือ การอดนอนทำให้อะไรๆ แย่ลงไปหมด คุณแม่ทุกคนรู้ดี
แต่ลองถามตัวเองแบบตรงๆ ไม่ต้องโกหกใจตัวเองดูว่า
ถ้าอยู่ดีๆ คุณได้นอนเต็มอิ่มสัก 1 สัปดาห์ คุณคิดว่าตัวเองจะ “กลับมาเป็นตัวเองคนเดิม” ได้มากน้อยแค่ไหน
หรือแม้แต่คิดภาพว่าตัวเองได้พัก ก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ช่วยอะไรเลย
ในแต่ละวันยังมีช่วงที่รู้สึก “โอเค” อยู่บ้างไหม ต่อให้เป็นช่วงสั้นๆ
หรือทั้งวันเต็มไปด้วยความรู้สึกหนัก มืดหม่น สิ้นหวัง แทบไม่มีช่องว่างให้หายใจ
คนรอบตัวเคยพูดไหมว่า “ช่วงนี้ดูไม่เหมือนเดิมเลยนะ” หรือ “ดูเครียด ดูเศร้ามากกว่าปกติ”
ความรู้สึกจากข้างในตัวคุณเองมีความหมายมาก
ถ้าข้างในมีเสียงเบาๆ บอกว่า “เราน่าจะต้องขอความช่วยเหลือแล้วมั้ง” ลองเชื่อเสียงนั้นดู มันมักเป็นเสียงที่มองอะไรได้ชัดกว่าที่คิด
คุณแม่จำนวนมากในไทยไม่ยอมขอความช่วยเหลือเรื่องซึมเศร้าหลังคลอด เพราะกลัวคนมองไม่ดี กลัวโดนหาว่า “ใจไม่สู้” หรือคิดว่า “แม่คนอื่นยังทนไหว เราก็ควรไหว”
คุณไม่จำเป็นต้องรอให้ตัวเองพังสุดๆ ก่อน ถึงจะมีสิทธิ์ได้รับการดูแล
ถ้าอยู่ในประเทศไทย
หลายคนกลัวว่า ถ้าบอกความจริง กลัวลูกจะถูกพรากไปจากตัวเอง
ในความเป็นจริง บุคลากรสาธารณสุขและจิตแพทย์ในไทย ตั้งใจจะช่วยให้แม่กับลูกอยู่ด้วยกันอย่างปลอดภัยที่สุด การรักษามีเป้าหมายเพื่อให้คุณกลับมาแข็งแรง ไม่ใช่ลงโทษหรือเอาลูกออกจากอ้อมกอดคุณ
คุณไม่จำเป็นต้องเดินเข้าไปในห้องตรวจแล้วอธิบายทุกอย่างแบบเป๊ะๆ
แค่เริ่มต้นพูด แค่ประโยคสั้นๆ ก็ถือว่าเป็นก้าวที่สำคัญมากแล้ว
ถ้าเป็นไปได้ ลองเลือกคนที่ไว้ใจสักคนแล้วเล่าให้ฟัง เช่น
ประโยคง่ายๆ ที่อาจใช้ได้ เช่น
บางคนอธิบายไม่ออก ลองเซฟบทความลักษณะนี้ในโทรศัพท์แล้วเปิดให้เขาอ่าน หรือส่งลิงก์ไปให้ พร้อมบอกว่า
“เราเหมือนในนี้หลายข้อเลย”
ในประเทศไทย คุณสามารถคุยกับ
คุณอาจเริ่มต้นด้วยประโยคเช่น
“ตั้งแต่คลอดมารู้สึกเศร้ามาก กังวลมากต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์แล้ว เลยกังวลว่าตัวเองอาจเป็นซึมเศร้าหลังคลอด อยากให้หมอช่วยประเมินให้หน่อยค่ะ”
แล้วค่อยเล่าอาการแบบเฉพาะเจาะจง เช่น
ไม่ค่อยรู้สึกผูกพันกับลูก เคยมีความคิดว่าตัวเองหายไปได้ก็ดี มีภาพหรือความคิดอยากทำร้ายตัวเองแล่นมาในหัว ฯลฯ
คุณมีสิทธิ์ที่จะได้รับการรับฟังและการประเมินอย่างจริงจัง ถ้ารู้สึกว่าถูกมองข้ามหรือถูกบอกว่า “คิดมากไปเอง” สามารถขอพบหมอคนอื่น หรือไปโรงพยาบาลอีกแห่งได้ ไม่ผิดอะไรเลย
ในประเทศไทย โรงพยาบาลและสถานบริการสุขภาพหลายแห่งใช้แบบประเมินสั้นๆ ชื่อว่า
Edinburgh Postnatal Depression Scale (EPDS) หรือ แบบประเมินอาการซึมเศร้าหลังคลอดเอดินเบอระ
เป็นคำถาม 10 ข้อ ถามถึงความรู้สึกของคุณในช่วง 7 วันที่ผ่านมา เช่น
แต่ละข้อจะมีตัวเลือกให้ตอบ เช่น “บ่อยมาก”, “บางครั้ง”, “แทบไม่มี”, “ไม่เลย”
เมื่อรวมคะแนนแล้ว แพทย์หรือพยาบาลจะใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินว่า คุณอาจมีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดหรือควรได้รับการดูแลเพิ่มเติมหรือไม่
EPDS ไม่ใช่ผลวินิจฉัยโรค 100% แต่เป็นเครื่องมือคัดกรองที่ช่วยให้ไม่หลุดเคสที่ควรได้รับการช่วยเหลือ
ถ้าคุณกังวล ลองค้นหา “Edinburgh Postnatal Depression Scale ภาษาไทย” แล้วลองทำเองเบื้องต้นได้ จากนั้นเซฟผล หรือจดคะแนนไปคุยกับหมอในวันนัดก็ได้
ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดและภาวะวิตกกังวลหลังคลอด “รักษาได้”
แม่จำนวนมากกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นชัดเจน เมื่อได้รับการดูแลที่เหมาะสม
คุณไม่จำเป็นต้องทนฝืนใช้ชีวิตแบบนี้ไปตลอดปีแรกของลูก
แนวทางที่ใช้บ่อยในไทย เช่น
การบำบัดแบบ CBT (Cognitive Behavioural Therapy)
ช่วยให้เห็นว่าความคิดแบบไหนกำลังทำให้เรารู้สึกแย่ และค่อยๆ ฝึกเปลี่ยนมองมุมใหม่ที่สมเหตุสมผลกว่า ไม่โทษตัวเองตลอดเวลา
การให้คำปรึกษาหรือจิตบำบัดรายบุคคล
ได้เล่าเรื่องการคลอด ความเปลี่ยนแปลงของบทบาทจาก “ผู้หญิงธรรมดา” เป็น “แม่คนหนึ่ง” ปัญหาความสัมพันธ์ และความรู้สึกต่างๆ ในพื้นที่ปลอดภัย
ในโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งมี คลินิกสุขภาพจิต/จิตเวช ที่สามารถขอพบจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้ (บางแห่งต้องใช้ใบส่งตัว)
นอกจากนี้ยังมีมูลนิธิและองค์กรไม่แสวงหากำไรหลายแห่งที่ทำงานด้านสุขภาพจิตแม่และเด็กโดยตรง จัดกลุ่มให้คำปรึกษาแม่หลังคลอด หรือกลุ่มออนไลน์ที่พูดคุยอย่างตรงไปตรงมา
บางครั้งแค่จิตบำบัดอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะถ้าอาการหนัก หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง
แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ ยาต้านเศร้า ร่วมด้วย
คุณแม่หลายคนกังวลเรื่องการกินยาขณะให้นมลูก ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรถามหมอให้เคลียร์ใจ
ประเด็นสำคัญคือ
อย่าลืมว่า การปล่อยให้ซึมเศร้าหลังคลอดอยู่โดยไม่รักษา ก็มีความเสี่ยงต่อทั้งแม่และลูกเช่นกัน เช่น แม่เหนื่อยล้าเรื้อรัง ดูแลลูกไม่เต็มที่ หรือมีปัญหาความผูกพันในระยะยาว
ห้ามหยุดยาเองทันทีโดยไม่ปรึกษาแพทย์ และอย่าเริ่มยาที่คนอื่นแนะนำต่อๆ กันมาเองโดยไม่มีหมอดูแล
ต่อให้มียาและมีหมอดีแค่ไหน ถ้าในชีวิตจริงไม่มีใครช่วยแบ่งเบาเลย การฟื้นตัวก็จะยากขึ้น
สิ่งเล็กๆ แต่สำคัญที่ช่วยได้ เช่น
ช่วยงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ
ใครสักคนช่วยซักผ้า ล้างจาน ซื้อข้าวกล่องมาให้ หรืออุ้มลูกให้แม่ไปอาบน้ำสบายๆ 15 นาที ก็มีค่ามากแล้ว
จัดระบบการนอนให้แม่ได้พักมากขึ้น
เช่น ให้แฟนตื่นมาช่วยช่วงดึกบ้าง ใช้นมที่ปั๊มเก็บไว้หรือเสริมนมผงในบางมื้อเพื่อให้แม่ได้นอนยาวขึ้น หรือให้ญาติช่วยอุ้มช่วงเช้าเพื่อให้แม่หลับต่อ
กลุ่มเพื่อนแม่ลูกอ่อนหรือกลุ่มออนไลน์
ลองมองหากลุ่มแม่ๆ ในชุมชน กลุ่มในไลน์/เฟซบุ๊กที่พูดคุยกันจริงจังเรื่องสุขภาพจิตหลังคลอด ไม่ใช่โชว์แต่รูปสวยๆ ลูกเลี้ยงง่ายอย่างเดียว
ตั้งขอบเขตกับคนที่ทำให้รู้สึกแย่
ลดการพบปะคนที่ชอบเปรียบเทียบหรือวิจารณ์ เลือกบอกความต้องการตรงๆ เช่น “ตอนนี้อยากได้คนช่วยล้างจานมากกว่าคนมาอุ้มลูกถ่ายรูป”
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย
แต่เป็นส่วนหนึ่งของ การป้องกันซึมเศร้าหลังคลอด และช่วยให้แม่คนหนึ่งผ่าน “ภาวะหลังคลอด” ที่หนักหนาไปได้แบบไม่ต้องฝืนจนเกินแรง
ภาพแม่หลังคลอดที่เราเห็นในโซเชียลมักเป็นภาพผ้าห่มนุ่มๆ แม่หน้าสดแต่ยังดูสวย ลูกนอนยิ้มตาปรือ นมพุ่งแรง ชีวิตดูลงตัว
แต่เบื้องหลังของหลายๆ บ้านจริงๆ คือการตื่นตอนตี 4 ตัวเหนียว หน้ามัน ใจล้า และรู้สึกเหมือนตัวเองไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป
อยากให้คุณเก็บสิ่งนี้ไว้ในใจให้แน่นที่สุด
คำว่า ซึมเศร้าหลังคลอด, เบบี้บลูส์, ภาวะหลังคลอด, ภาวะวิตกกังวลหลังคลอด ฟังดูซับซ้อน
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ วันนี้คุณรู้สึกอย่างไร และยังใช้ชีวิตได้ไหวแค่ไหน
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วแอบคิดในใจว่า
“นี่มันเราเลย” หรือ “คล้ายๆ เราอยู่หลายข้อ”
ลองทำ 3 อย่างนี้
การยอมรับว่าตัวเองต้องการความช่วยเหลือเรื่องซึมเศร้าหลังคลอด ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นแม่ที่ล้มเหลว
ตรงกันข้ามเลย มันคือการยอมลุกขึ้นปกป้องตัวเองและลูก ด้วยวิธีที่รับผิดชอบที่สุดเท่าที่คนเป็นแม่คนหนึ่งจะทำได้แล้ว
คุณกำลังทำสิ่งที่ยากมากอยู่ทุกวัน คือการให้ชีวิตและดูแลมนุษย์ตัวเล็กๆ อีกหนึ่งคน
การดูแลใจของตัวเองไปพร้อมๆ กัน ไม่ได้ทำให้คุณเป็นแม่ที่แย่ แต่ทำให้คุณเป็นแม่ที่เข้มแข็งและซื่อสัตย์กับตัวเองยิ่งกว่าเดิมต่างหาก