ดีซ่านทารกแรกเกิด: รู้จักชนิด อาการ วิธีตรวจ การรักษา และเมื่อใดที่ต้องรีบพบแพทย์

ทารกแรกเกิดผิวเหลืองขณะตรวจดีซ่านโดยแพทย์

คุณอุ้มลูกกลับบ้าน มองหน้าเล็กๆ ของเค้าได้เป็นชั่วโมง แล้วจู่ๆ ก็สังเกตเห็นว่า…ผิวดูเหลืองๆ ตาขาวก็ออกเหลืองนิดๆ ใจหายวาบ

แบบนี้ปกติไหม หรือว่ามีอะไรผิดปกติ?

“ดีซ่านทารกแรกเกิด” เป็นเรื่องที่พ่อแม่เกือบทุกคนเคยได้ยิน แต่ไม่ค่อยมีใครเข้าใจจริงๆ จนกระทั่งมาเจอกับตัวเอง ข่าวดีคือ ในทารกส่วนใหญ่ ดีซ่านแรกเกิดเป็นภาวะปกติและหายได้เองชั่วคราว แต่ก็มีบางกรณีที่ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที

บทความนี้จะช่วยแยกให้ชัด ว่าเมื่อไหร่ควรสบายใจได้ และเมื่อไหร่ควรรีบโทรหาคลินิก โรงพยาบาล หรือ 1669 โดยไม่รอช้า


ดีซ่านทารกแรกเกิดคืออะไร

ดีซ่าน คือภาวะที่ผิวหนังและตาขาวของทารกดูมีสีเหลือง เกิดจากการที่มี บิลิรูบิน ในเลือดมากเกินไป

บิลิรูบินคือสารสีเหลืองที่เกิดจากการสลายเม็ดเลือดแดงเก่าๆ ในร่างกาย ปกติผู้ใหญ่จะขับบิลิรูบินออกทางตับ แล้วส่งออกมากับอุจจาระ

แต่ทารกแรกเกิดมีความแตกต่างอยู่หลายอย่าง

  • มีเม็ดเลือดแดงมากกว่าผู้ใหญ่
  • เม็ดเลือดแดงสลายตัวเร็วกว่า
  • ตับยังทำงานได้ไม่เต็มที่ การกำจัดบิลิรูบินจึงช้ากว่า

ถ้าบิลิรูบินสร้างมากกว่าที่ตับจะกำจัดได้ มันก็จะเริ่มไปสะสมที่ผิวหนังและตาขาว กลายเป็น ดีซ่านในทารกแรกเกิด หรือที่คนมักเรียกว่า “ตัวเหลือง”

สิ่งที่มักเห็นได้คือ

  • ผิวเหลือง โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า หน้าอก และบางครั้งลามไปลำตัวหรือต้นขา
  • ตาขาวมีสีเหลืองอ่อน
  • เวลาใช้นิ้วกดเบาๆ บนผิวแล้วปล่อย ผิวตรงนั้นจะดูเหลืองชัดขึ้น

นี่คือ อาการดีซ่าน แบบคลาสสิก ที่กุมารแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขคอยสังเกตในทารกแรกเกิด


ดีซ่านทารกเกิดบ่อยแค่ไหน

บ่อยมาก

  • ทารกครบกำหนดประมาณ ร้อยละ 60 จะมีภาวะดีซ่านในสัปดาห์แรก
  • ทารกคลอดก่อนกำหนด (อายุครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์) มีดีซ่านได้ประมาณ ร้อยละ 80

ดังนั้นถ้าลูกคุณตัวออกเหลืองๆ อยู่ คุณไม่ได้แปลกคนเดียวเลย หอผู้ป่วยทารกและห้องคลอดในโรงพยาบาลไทยเจอ ดีซ่านทารก กันทุกวัน

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “ลูกเป็นดีซ่านไหม” แต่คือ “ดีซ่านแบบไหน และปลอดภัยหรือเปล่า”


ดีซ่านแบบปกติ (Physiological jaundice)

ชนิดที่พบบ่อยที่สุดเรียกว่า ดีซ่านแบบสรีรวิทยา หรือที่หลายคนเรียกกันง่ายๆ ว่า “ดีซ่านปกติ” หมายถึงดีซ่านที่เกิดจากการที่ร่างกายกำลังปรับตัวหลังคลอด ไม่ได้มีโรคแอบแฝง

ดีซ่านแบบนี้มักเริ่มเมื่อไหร่

ในทารกครบกำหนดที่สุขภาพแข็งแรง ดีซ่านแบบสรีรวิทยา มักมีลักษณะดังนี้

  • เริ่มเห็นหลังอายุ 24 ชั่วโมง มักชัดช่วงวันที่ 2 หรือ 3
  • เหลืองสุดช่วงวันที่ 3 ถึง 5
  • ค่อยๆ จางลงและมัก หายภายในประมาณ 2 สัปดาห์

ในทารกคลอดก่อนกำหนดดีซ่านอาจนานกว่าได้ บางรายอยู่นานถึงราว 3 สัปดาห์ เพราะตับยังไม่สมบูรณ์ยิ่งกว่า

ช่วงเวลาเหล่านี้สำคัญมาก แพทย์ให้ความสำคัญกับทั้ง ดีซ่านเริ่มเมื่อไหร่ และดีซ่านแรกเกิดอยู่นานแค่ไหน

ถ้าลูกโดยรวมแข็งแรง ดูดนมเก่ง ตื่นมากินบ่อย และดีซ่านเริ่มวันที 2-3 แล้วค่อยๆ ดีขึ้น มักเป็น ดีซ่านแบบปกติ ไม่อันตราย


ดีซ่านจากการให้นมแม่ vs ดีซ่านน้ำนมแม่

ตรงนี้เป็นจุดที่พ่อแม่มักสับสน เพราะชื่อคล้ายกันมาก คุณอาจได้ยินคำว่า

  • ดีซ่านจากการให้นมแม่
  • ดีซ่านน้ำนมแม่

คำสองคำนี้ความหมายไม่เหมือนกัน แม้จะคล้ายกัน

ดีซ่านจากการให้นมแม่

ดีซ่านแบบนี้มักเกิดใน สัปดาห์แรกของชีวิต และเกี่ยวข้องกับการที่ทารก ได้รับน้ำนมไม่เพียงพอ

สาเหตุที่พบบ่อย เช่น

  • เด็กง่วงมาก ไม่ค่อยตื่นมากินนมเอง
  • การอมหัวนมไม่ถูกวิธี ทำให้ดูดนมได้ไม่เต็มที่
  • น้ำนมแม่ยังมาไม่มาก ช่วงแรกได้แต่น้ำนมเหลือง (colostrum) ปริมาณน้อย
  • ให้ดูดนมน้อยครั้ง หรือแต่ละครั้งสั้นมาก หรือมีการเสริมนมผสมเร็วเกินไป เด็กจึงดูดนมแม่ลดลง

เมื่อเด็กได้น้ำนมน้อย

  • เค้าจะถ่ายอุจจาระน้อย
  • ร่างกายจึงขับบิลิรูบินออกได้น้อย
  • บิลิรูบินในทารกแรกเกิดจึงสูงขึ้น ตัวเลยเหลืองขึ้นเรื่อยๆ

อันนี้คือสิ่งที่แพทย์เรียกว่า ดีซ่านจากการให้นมแม่ (breastfeeding jaundice)

ประเด็นสำคัญ ไม่ใช่ว่า “นมแม่ทำให้เกิดดีซ่าน” แต่คือ เด็ก “กินนมแม่ไม่พอ” ทำให้ขับบิลิรูบินช้าลง

สิ่งที่ช่วยได้คือ

  • ให้ดูดนมบ่อยๆ อย่างน้อยวันละ 8 - 12 ครั้ง
  • เช็กให้แน่ใจว่าเด็กอมหัวนมลึกและคุณแม่ไม่เจ็บหัวนม
  • ถ้าเด็กง่วงมากให้ปลุกมากินตามเวลา อย่าปล่อยให้นอนยาวเกินไป
  • ขอให้พยาบาลหรือที่ปรึกษาการให้นม (เช่น คลินิกนมแม่ในโรงพยาบาล หรือศูนย์นมแม่แห่งชาติ) ดูการให้นม 1 มื้อเต็มๆ
  • บางกรณีแพทย์อาจแนะนำให้บีบ/ปั๊มนมแม่เสริม หรือเสริมนมผสมชั่วคราว พร้อมกับวางแผนรักษาปริมาณน้ำนมแม่

เมื่อการกินนมดีขึ้น ส่วนใหญ่ บิลิรูบินในทารกแรกเกิด จะค่อยๆ ลดลง สีเหลืองของผิวก็จะจางลงตาม

ดีซ่านน้ำนมแม่

ดีซ่านน้ำนมแม่ (breast milk jaundice) คนละเรื่องกับข้อด้านบน

ลักษณะมักเป็นแบบนี้

  • มักเริ่มเห็นชัด หลังสัปดาห์แรก ประมาณวันที่ 5 - 7 เป็นต้นไป
  • เด็กโดยรวมแข็งแรง ตื่นตัวดี น้ำหนักขึ้น กินนมเก่ง
  • ดีซ่านอาจอยู่นานได้หลายสัปดาห์ บางรายยาวถึงประมาณ 12 สัปดาห์ แต่สีเหลืองมักค่อยๆ จางลงเรื่อยๆ

เข้าใจว่ามีสารบางชนิดในน้ำนมแม่ที่สามารถ ทำให้ตับของทารกจัดการบิลิรูบินช้าลง ในเด็กบางคน เลยทำให้ระดับบิลิรูบินสูงกว่าปกติเล็กน้อยและนานกว่า

แพทย์มักวินิจฉัยว่าเป็นดีซ่านน้ำนมแม่ เมื่อ

  • เด็กเริ่มจากดีซ่านปกติแล้วสีเหลืองอยู่นานกว่าที่คาด
  • เด็กแข็งแรงดีทุกอย่าง ไม่มีอาการป่วยอื่น
  • ตรวจ排โรคอื่นๆ ที่ทำให้ตัวเหลืองแล้วไม่พบความผิดปกติ

ปัจจุบันกุมารแพทย์ส่วนใหญ่ในไทยมัก ไม่แนะนำให้หยุดนมแม่ เพียงเพราะดีซ่านน้ำนมแม่อย่างเดียว เพราะโดยทั่วไป ดีซ่านน้ำนมแม่ไม่อันตราย ถ้าเด็กสบายดี และนมแม่ก็มีประโยชน์ระยะยาวมาก

ถ้ามีข้อสงสัย แพทย์อาจตรวจ บิลิรูบินในเลือด และตรวจเลือดอื่นๆ เพิ่ม เพื่อแน่ใจว่าไม่มีสาเหตุร้ายแรงซ่อนอยู่


ตรวจดีซ่านทารกแรกเกิดอย่างไร วัดจากอะไร

พยาบาลหรือแพทย์จะไม่ดูแค่ “ตาเปล่า” เท่านั้น

การประเมิน ดีซ่านทารกแรกเกิด มักใช้หลายวิธีร่วมกัน

1. การประเมินด้วยสายตา

ขั้นแรกเจ้าหน้าที่จะ

  • ดูสีผิวลูกในที่ที่มีแสงธรรมชาติหรือแสงสว่างเพียงพอ
  • เช็กสีที่ใบหน้า หน้าอก ท้อง แขน ขา
  • ดูตาขาวว่ามีสีเหลืองหรือไม่
  • บางครั้งจะใช้นิ้วกดเบาๆ ที่ผิวหนัง แล้วดูสีผิวด้านใต้

การดูด้วยตาช่วยคัดกรองได้ดีระดับหนึ่ง แต่ไม่แม่น 100% โดยเฉพาะในทารกที่มีผิวคล้ำกว่า ถ้าดูแล้วดีซ่านค่อนข้างชัด หรือเด็กยังอายุน้อยมาก มักจะมีการใช้เครื่องหรือเจาะเลือดตรวจบิลิรูบินร่วมด้วย

2. เครื่องวัดบิลิรูบินผ่านผิวหนัง (Transcutaneous bilirubinometer)

คุณอาจเห็นเจ้าหน้าที่ใช้เครื่องเล็กๆ แตะที่หน้าผากหรือหน้าอกลูก นั่นคือ เครื่องวัดบิลิรูบิน ผ่านผิวหนัง

  • เครื่องจะยิงแสงเข้าไปที่ผิว
  • วัดว่ามีแสงถูกดูดซับไปเท่าไร
  • แล้วคำนวณออกมาเป็นค่าประมาณของ ระดับบิลิรูบินในทารกแรกเกิด

วิธีนี้รวดเร็ว ไม่เจ็บตัว ทำได้ที่เตียงคนไข้ทันที

ถ้าค่าที่ได้สูง หรือเด็กตัวเล็กมาก/คลอดก่อนกำหนด มักต้องมีการตรวจยืนยันด้วยการ เจาะเลือดวัดบิลิรูบิน ที่แม่นยำกว่า

3. การตรวจเลือด (Serum bilirubin)

ตรวจด้วยการเจาะเลือดปริมาณเล็กน้อยจากส้นเท้า หรือหลอดเลือดดำ เพื่อวัด

  • ระดับ บิลิรูบินทั้งหมดในเลือด (Total serum bilirubin)
  • บางครั้งตรวจแยกชนิดเป็น “บิลิรูบินแบบไม่ละลายน้ำ (unconjugated)” และ “แบบละลายน้ำ (conjugated)”

โรงพยาบาลจะใช้กราฟมาตรฐาน (เช่น ตามแนวทางกรมอนามัย หรือแนวทางราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ) ที่อ้างอิงจาก

  • ระดับบิลิรูบินเทียบกับ อายุเป็นชั่วโมงของทารก
  • เส้นเกณฑ์ที่ต้องเริ่ม การรักษาดีซ่าน เช่น การรักษาดีซ่านด้วยแสง
  • เกณฑ์ที่ต้องรับไว้ดูอาการใกล้ชิดในโรงพยาบาล

คุณอาจได้ยินเจ้าหน้าที่พูดถึง “เส้นรักษา” บนกราฟดีซ่าน นั่นคือการดูว่าค่า บิลิรูบินในทารกแรกเกิด ของลูกอยู่ต่ำกว่าหรือสูงกว่าเส้นที่ต้องรักษา


การรักษาดีซ่านในทารกแรกเกิด มักทำอะไรบ้าง

การรักษาจะขึ้นกับหลายปัจจัย

  • ระดับบิลิรูบินสูงแค่ไหน
  • ค่าขึ้นเร็วหรือช้า
  • ลูกอายุกี่ชั่วโมง/กี่วันแล้ว
  • คลอดครบกำหนดหรือก่อนกำหนด
  • มีโรคแทรกซ้อนอื่นร่วมด้วยหรือไม่

ให้นมบ่อยๆ

กรณีดีซ่านระดับไม่มาก ส่วนใหญ่ การรักษาดีซ่าน เบื้องต้นคือ

  • ให้ดูดนมหรือกินนมบ่อย อย่างน้อยวันละ 8 - 12 ครั้ง
  • สังเกตว่าเด็กลืน กลืน และดื่มนมได้จริง ดูอิ่มสบายตัว
  • อย่าปล่อยให้มีช่วงห่างระหว่างมื้อนานเกินไปในช่วงแรกเกิด

การกินนมดีจะทำให้เด็กถ่ายบ่อยขึ้น พอถ่ายบ่อย บิลิรูบินก็ถูกขับออกมากับอุจจาระมากขึ้น ดีซ่านก็จะค่อยๆ จาง

ถ้าเป็นนมแม่ เจ้าหน้าที่มักช่วยดูท่าทางการให้นมและการอมหัวนม ถ้าเป็นนมผสม แพทย์จะช่วยวางแผนปริมาณและความถี่ของมื้อให้เหมาะสมกับน้ำหนักและอายุเด็ก

การรักษาดีซ่านด้วยแสง (Phototherapy)

ถ้าระดับบิลิรูบินสูงกว่าที่เกณฑ์กำหนด ลูกอาจต้องรับ การรักษาดีซ่านด้วยแสง ในโรงพยาบาล

การรักษาด้วยแสงใช้ไฟสีฟ้าเฉพาะช่วงคลื่น ช่วยเปลี่ยนบิลิรูบินที่ผิวหนังให้เป็นรูปแบบที่ร่างกายขับออกได้ง่ายขึ้น

โดยทั่วไปหน้าตาการรักษาในโรงพยาบาลจะเป็นแบบนี้

  • วางเด็กนอนใต้ ไฟสีฟ้า หรือบนที่นอนแบบผ้าห่มไฟ (phototherapy blanket)
  • เปิดเฉพาะผ้าอ้อม ให้ผิวลูกโดนแสงมากที่สุด
  • ใส่ที่ปิดตาเล็กๆ เพื่อป้องกันดวงตาจากแสง
  • ยังให้นมได้ตามปกติ บางครั้งอาจถี่กว่าปกติเล็กน้อย
  • มีการเจาะเลือดตรวจระดับบิลิรูบินเป็นระยะ เพื่อดูว่าค่าลดลงหรือไม่

การรักษาดีซ่านด้วยแสงถือว่าปลอดภัยและได้ผลดีมาก เด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาเพียง 1 - 2 วัน

เมื่อระดับบิลิรูบินลดลงต่ำกว่าเส้นรักษาแล้ว จะหยุดใช้ไฟ อาจมีการตรวจเลือดซ้ำหลังหยุดไฟช่วงสั้นๆ เพื่อดูว่ามีการเด้งกลับของค่า (rebound) หรือไม่

กรณีดีซ่านรุนแรงมาก

ในกรณีไม่บ่อยนัก ถ้าระดับบิลิรูบินสูงมาก หรือค่าขึ้นเร็วผิดปกติ ลูกอาจต้องไปรับการดูแลในหอผู้ป่วยทารกวิกฤต (NICU) และได้รับการรักษาเข้มข้นขึ้น เช่น

  • ฉายไฟหลายชุดพร้อมกัน (intensive phototherapy)
  • ในกรณีรุนแรงมาก อาจต้องทำ การเปลี่ยนถ่ายเลือด (exchange transfusion) คือเอาเลือดเด็กออกทีละส่วนแล้วใส่เลือดผู้บริจาคที่เข้ากันได้เข้าไปแทน

ภาวะเหล่านี้พบไม่บ่อย โดยเฉพาะถ้าตรวจและรักษาดีซ่านตั้งแต่ระยะแรก เหตุผลที่แพทย์จริงจังกับดีซ่านระดับสูงมาก เพราะ บิลิรูบินสูงผิดปกติอาจทำลายสมองได้ ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า kernicterus แต่โชคดีที่ปัจจุบันพบได้น้อยมากในไทย เนื่องจากมีการเฝ้าระวังและ การวัดบิลิรูบิน ในทารกแรกเกิดเมื่อสงสัยว่าค่าสูง


เมื่อไหร่ดีซ่านไม่ปกติ สัญญาณอันตรายที่ควรรู้

ดีซ่านส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ก็มีบางลักษณะที่บอกว่าอาจเป็น ดีซ่านผิดปกติ (pathological jaundice) ซึ่งมักเกิดจากโรคหรือความผิดปกติบางอย่าง ไม่ใช่แค่การปรับตัวตามธรรมชาติ

นี่คือสัญญาณเตือนสำคัญที่พ่อแม่ควรสังเกต

1. ตัวเหลืองภายใน 24 ชั่วโมงแรก

ถ้าลูกดูเหลืองชัด ตั้งแต่วันแรกหลังคลอด (ภายใน 24 ชั่วโมง) แบบนี้ไม่จัดว่าเป็นดีซ่านปกติ

สาเหตุที่อาจพบได้ เช่น

  • หมู่เลือดแม่และลูกไม่เข้ากัน (เช่น Rh incompatibility หรือ ABO incompatibility)
  • การติดเชื้อในกระแสเลือด
  • โรคเลือดบางชนิดที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย

ดีซ่านลักษณะนี้ต้อง รีบพาไปโรงพยาบาล โทรหาห้องคลอด/หอผู้ป่วยเด็กที่คุณคลอด หรือไปที่แผนกฉุกเฉิน รวมถึงโทร 1669 หากลูกมีอาการอื่นร่วมและเดินทางเองลำบาก

2. ระดับบิลิรูบินสูงมาก หรือเพิ่มเร็วผิดปกติ

ถ้าการตรวจพบว่า บิลิรูบินในทารกแรกเกิด

  • สูงมากเมื่อเทียบกับอายุเป็นชั่วโมง
  • หรือเพิ่มสูงขึ้นเร็วในการตรวจแต่ละครั้ง

แพทย์จะรักษาอย่างจริงจังมากขึ้น และค้นหาสาเหตุ เช่น

  • โรคเม็ดเลือดแดงแตกง่าย (haemolytic disease)
  • มีรอยช้ำหรือเลือดคั่งจากการคลอดมาก
  • ภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD
  • การติดเชื้อ

อันนี้พ่อแม่อาจมองไม่ออกจากภายนอก แต่ทีมแพทย์จะอธิบายให้ฟังเมื่อผลเลือดออก

3. ดีซ่านอยู่นานเกิน 2 สัปดาห์

ปกติในทารกครบกำหนด ดีซ่านแบบสรีรวิทยา

  • เหลืองสุดช่วงวันที่ 3 - 5
  • เบาลงชัดเจนช่วงวันที่ 7 - 10
  • มัก หายหรือจางมากๆ ภายในอายุ 2 สัปดาห์

ถ้า ดีซ่านแรกเกิดยังชัดหลังอายุ 2 สัปดาห์ โดยเฉพาะถ้าเหลืองทั้งตัวชัดเจน หรือไม่เห็นว่าดีขึ้นเลย แพทย์มักอยากตรวจละเอียด

สิ่งที่อาจตรวจหา เช่น

  • ดีซ่านน้ำนมแม่ ที่ปลอดภัย แต่อยากแยกจากโรคอื่น
  • การติดเชื้อบางชนิด
  • ปัญหาตับหรือทางเดินน้ำดี เช่น ภาวะท่อน้ำดีตีบตัน (biliary atresia)
  • โรคเกี่ยวกับการเผาผลาญหรือฮอร์โมน เช่น ภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ (hypothyroidism)

ทารกคลอดก่อนกำหนดอาจมีดีซ่านนานได้มากกว่า 2 สัปดาห์ แต่ก็ควรได้รับการประเมินว่าไม่ได้มีโรคอย่างอื่นซ่อนอยู่

4. ปัสสาวะเข้มมาก อุจจาระซีด

ข้อนี้สำคัญและพ่อแม่เช็กเองได้

อุจจาระปกติของทารกแรกเกิด

  • กินนมแม่อย่างเดียว มักเป็นสีเหลืองสด เหลืองมัสตาร์ด มีลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ หรือเหลว
  • กินนมผสม มักเป็นเหลืองอ่อนถึงน้ำตาลอ่อน เนื้ออุจจาระเนียนกว่า

ปัสสาวะปกติของทารกแรกเกิด

  • สีเหลืองอ่อน
  • ในช่วง 1 - 2 วันแรกอาจเห็นคราบสีส้มอิฐจางๆ ที่ผ้าอ้อมได้ (ผลึกเกลือแร่) แล้วมักหายไปเอง

สัญญาณเตือน

  • ปัสสาวะสีเข้มมาก คล้ายชาหรือโคล่า
  • อุจจาระซีดจัด สีออกขาว เทาอ่อน หรือเหลืองซีดผิดปกติ

อาการแบบนี้อาจบ่งบอกปัญหาเรื่องการไหลของน้ำดีจากตับ เช่น ท่อน้ำดีตีบตัน ซึ่งต้อง รีบพบกุมารแพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินอาหาร/ตับเด็ก เพราะการรักษาเร็วจะช่วยผลลัพธ์ได้ดีกว่ามาก

5. ซึมลง กินนมน้อย

ถ้าดีซ่านมาพร้อมกับอาการต่อไปนี้

  • เด็กง่วงมาก ซึม ปลุกยาก
  • กินนมช้า แรงดูดอ่อน หรือปฏิเสธนม
  • หลังวันที่ 4 แล้วยังมี ผ้าอ้อมเปียกน้อยกว่า 6 ผืนต่อวัน
  • ถ่ายอุจจาระน้อยกว่าที่ควร
  • ตัวอ่อนปวกเปียก กล้ามเนื้อไม่ค่อยมีแรง หรือคุณรู้สึกว่าลูก “แปลกไป” ไม่เหมือนเดิม

ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที เพราะทั้งดีซ่านรุนแรงหรือการติดเชื้อรุนแรงสามารถทำให้มีอาการแบบนี้ได้


ดีซ่านเมื่อไหร่ต้องพบแพทย์ทันที

ติดต่อคลินิก กุมารแพทย์ โรงพยาบาล หรือโทร 1669 / ไปห้องฉุกเฉิน โดยเร็ว ถ้ามีอาการต่อไปนี้

  • ลูกดูเหลืองชัด ตั้งแต่ 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด
  • สีเหลืองดู เข้มขึ้นอย่างรวดเร็ว ลามจากหน้าไปหน้าอก ท้อง แขน ขา
  • ลูก ง่วงมาก ปลุกยาก ไม่ค่อยตอบสนอง
  • กินนมได้น้อย ดูดไม่เก่ง ไม่ค่อยกลืน หรือผ้าอ้อมเปียกลดลง
  • ปัสสาวะสีเข้มจัด อุจจาระซีดหรือออกขาวๆ
  • มีไข้ ตัวร้อน หายใจหอบ หรือพ่อแม่รู้สึกว่า “ไม่ปกติแน่ๆ”

เชื่อสัญชาตญาณของตัวเองได้เลย พ่อแม่มักเป็นคนแรกที่สังเกตความเปลี่ยนแปลงของลูกได้ดีที่สุด

ส่วนกรณีที่ไม่เร่งด่วนมาก เช่น ดีซ่านดูเรื้อรังใกล้ 2 สัปดาห์แต่ลูกกินนมดี แข็งแรง แจ้งคลินิกฝากครรภ์หรือกุมารแพทย์เพื่อนัดตรวจ ก็สามารถขอ ตรวจการวัดบิลิรูบิน และตรวจอื่นๆ ตามดุลยพินิจแพทย์ได้


สรุป ดีซ่านแรกเกิดถือว่าปกติไหม

สำหรับทารกจำนวนมาก คำตอบคือ ปกติ

  • ดีซ่านแบบสรีรวิทยาในทารกแรกเกิด เป็นช่วงปรับตัวของตับที่ยังทำงานไม่เต็มที่
  • ดีซ่านจากการให้นมแม่ มักดีขึ้นได้เมื่อจัดการเรื่องการให้นมให้เพียงพอและถูกวิธี
  • ดีซ่านน้ำนมแม่ อาจอยู่นานกว่าแต่ส่วนใหญ่ไม่อันตราย หากลูกแข็งแรงและน้ำหนักขึ้นดี

รูปแบบที่ถือว่าปกติ มักเป็นแบบนี้

  • เริ่มเหลืองหลัง 24 ชั่วโมง มักเริ่มชัดวันที 2 - 3
  • เหลืองสุดช่วงวันที่ 3 - 5
  • ค่อยๆ จาง มักหายหรือเหลือเพียงเล็กน้อยภายใน 2 สัปดาห์ในทารกครบกำหนด
  • ลูกตื่นมากินนมเอง กินได้ดี น้ำหนักขึ้น มีผ้าอ้อมเปียกและผ้าอ้อมอุจจาระตามเกณฑ์

รูปแบบที่ “อาจไม่ปกติ” และควรรีบพบแพทย์

  • เริ่มเหลืองชัดใน 24 ชั่วโมงแรก
  • สีเหลืองจัดมาก หรือแย่ลงเร็ว
  • ยังเหลืองมากหลัง 2 สัปดาห์โดยไม่ดีขึ้น
  • ร่วมกับปัสสาวะเข้มมาก อุจจาระซีด หรือลูกซึม กินได้น้อย

ถ้าไม่แน่ใจ ไม่ต้องเกรงใจที่จะถาม ให้เปิดไฟ ดูผิวลูกชัดๆ เล่าให้พยาบาลอนามัย แพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขฟังอย่างละเอียด รวมทั้งสีอุจจาระและปัสสาวะ แล้วสอบถามว่า ควรตรวจบิลิรูบินในทารกแรกเกิดหรือไม่

นี่ไม่ใช่ความกังวลเกินเหตุ แต่คือสิ่งที่พ่อแม่ควรทำ คือ สังเกตลูกอย่างใกล้ชิดและกล้าถามเมื่อไม่มั่นใจ

ส่วนใหญ่เด็กที่มีดีซ่านจะกลับมามีสีผิวปกติในเวลาไม่กี่วัน ระหว่างนี้ให้โฟกัสกับการให้นมให้เพียงพอ กอดลูกอุ่นๆ ให้เยอะๆ ถ้าโชคดีไม่ต้องเจอไฟสีฟ้า ก็ยิ่งสบายใจ

ถ้ามีอะไรผิดปกติ การพาไปพบแพทย์เร็วจะช่วยให้รักษาได้ทันเวลา ถ้าทุกอย่างปกติ คุณก็จะได้ความมั่นใจกลับมา

ไม่ว่าผลจะออกมาแบบไหน คุณและลูกไม่จำเป็นต้องรับมือกับเรื่องดีซ่านลำพัง บุคลากรสาธารณสุขไทย โรงพยาบาล และคลินิกใกล้บ้านพร้อมช่วยดูแลให้ผ่านช่วงนี้ไปได้อย่างปลอดภัยที่สุดทั้งแม่และลูก


เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้นและไม่ควรใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ กุมารแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอื่น ๆ หากคุณมีคำถามหรือข้อกังวลใด ๆ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ
เราในฐานะนักพัฒนาแอป Erby ขอปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจใด ๆ ที่คุณทำโดยอาศัยข้อมูลนี้ ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้นและไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ส่วนบุคคล

บทความเหล่านี้อาจน่าสนใจสำหรับคุณ

Erby — แอปติดตามทารกสำหรับทารกแรกเกิดและแม่ให้นม

ติดตามการให้นม การปั๊มนม การนอนหลับ ผ้าอ้อม และพัฒนาการสำคัญ