ดูแลตาและจมูกทารกแรกเกิด: วิธีเช็ดตา นวดท่อน้ำตา หยอดน้ำเกลือ และสังเกตอาการผิดปกติ

พ่อแม่กำลังเช็ดตาและหยอดน้ำเกลือให้ทารก

การได้อุ้มลูกกลับบ้านครั้งแรกมันช่างวิเศษมาก แต่ก็แอบน่ากลัวไม่น้อยเหมือนกัน หน้าตัวเล็กๆ ตาจิ๋วๆ จมูกปุ่มนิดเดียว ดูบอบบางไปหมด จนหลายคนไม่กล้าแตะตัวลูกเลยด้วยซ้ำ

ถ้าคุณรู้สึกแบบนี้อยู่ คุณไม่ได้แปลกคนเดียว

บทความนี้รวบรวมพื้นฐานการ ดูแลตาทารก และ ดูแลจมูกทารก แบบง่ายๆ ใช้คำไม่ยาก ทำตามได้จริง เน้นว่าต้องทำอะไร อะไรถือว่าปกติ และเมื่อไรที่ควรพาลูกไปพบแพทย์ หรือโทรปรึกษา 1669 / สายด่วนกรมอนามัย / โรงพยาบาลที่คุณฝากครรภ์ไว้


การดูแลดวงตาลูกแรกเกิด

ตาเด็กแรกเกิดดูบอบบางก็จริง แต่ถ้ารู้วิธีและทำเป็นกิจวัตรเบาๆ วันละนิด การ ดูแลตาทารก ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด

ขั้นตอนง่ายๆ ในการเช็ดตาลูกแรกเกิด

ไม่จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ราคาแพง สำหรับส่วนใหญ่ วิธี เช็ดตาลูกแรกเกิด แค่ใช้น้ำต้มสุกที่ทิ้งให้เย็น หรือใช้สารละลายเกลือ (น้ำเกลือล้างตา/ล้างแผล) ก็เพียงพอ

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

  • น้ำต้มสุก ปล่อยให้เย็นสนิท หรือสารละลายเกลือปลอดเชื้อ (Normal Saline)
  • สำลีแผ่นหรือสำลีรูปวงกลม (ไม่ใช้คอตตอนบัด)
  • ผ้าขนหนูหรือผ้ามัสลินสะอาด

วิธีเช็ดตา (วันละครั้ง หรือเมื่อต้องการ)

  1. ล้างมือให้สะอาด ล้างด้วยสบู่และน้ำไหล จากนั้นเช็ดมือให้แห้ง การล้างมือสำคัญกว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆ กับลูกเสียอีก

  2. เตรียมน้ำหรือน้ำเกลือ

    • ถ้าใช้น้ำต้มสุก ต้มน้ำให้เดือด แล้วทิ้งให้เย็นสนิท
    • เทใส่ภาชนะสะอาดปริมาณเล็กน้อย
    • ถ้าใช้น้ำเกลือจากร้านขายยา สามารถใช้จากขวดได้เลย
  3. ใช้สำลี 1 แผ่นต่อ 1 ข้างตา

    • ชุบสำลีแผ่นลงในน้ำหรือน้ำเกลือ
    • บีบน้ำออกให้ชุ่มๆ ไม่ถึงกับหยดเป็นสาย
  4. เช็ดจากหัวตาไปหางตา

    • เช็ดเบาๆ จาก หัวตาด้านใน (มุมที่ใกล้จมูก) ไปทางหางตาด้านนอก (ไปทางหู)
    • เช็ดแค่ครั้งเดียวต่อ 1 แผ่น แล้วทิ้งสำลีทันที
    • เปลี่ยนเป็น สำลีแผ่นใหม่สำหรับอีกข้างตา เสมอ แม้แผ่นแรกจะดูสะอาดก็ตาม
  5. เช็ดซ้ำถ้ามีขี้ตาเกาะ ถ้ามีขี้ตาหรือคราบแห้งเกาะอยู่ อาจเช็ดซ้ำได้อีก 1–2 ครั้ง โดยเปลี่ยนสำลีใหม่ทุกครั้ง และเช็ดจากหัวตาออกไปเหมือนเดิม

  6. ซับให้แห้ง ใช้ผ้าสะอาดซับเบาๆ หรือปล่อยให้แห้งเองตามธรรมชาติ

โดยทั่วไปทำ วันละครั้ง เช่น ตอนเช้าเวลาเช็ดตัว หรือทำ เพิ่มในระหว่างวัน หากตาลูกเริ่มมีขี้ตาหรือตาแฉะ

อะไรคืออาการปกติของดวงตาทารก

พ่อแม่มือใหม่มักตกใจเมื่อเห็น ลูกขี้ตา ทั้งที่จริงแล้วหลายอย่างถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติของการ ดูแลลูกแรกเกิด

สิ่งที่อาจเห็นได้บ่อย เช่น

  • มี ขี้ตาเล็กน้อยหรือคราบแห้ง ติดอยู่ที่มุมตาหลังตื่นนอน
  • บวมเล็กน้อยรอบดวงตา ช่วง 2–3 วันแรก โดยเฉพาะถ้าคลอดนาน คลอดติดไหล่ หรือใช้เครื่องมือช่วยคลอด

โดยปกติแล้ว

  • ขี้ตาที่ปกติมักมีสีใสหรือขาวขุ่นเล็กน้อย ไม่เหม็น ไม่เขียว
  • อาการบวมรอบตาจะค่อยๆ ดีขึ้นเองในไม่กี่วัน

ถ้าลูกดูแข็งแรง กินนมได้ปกติ ตัวไม่ร้อน และส่วนขาวของตาดูใส ไม่แดงจัด อาการลักษณะนี้มักถือว่าอยู่ในขอบเขตปกติของการ ดูแลทารก ที่บ้าน


ตาแฉะ ตาน้ำตาไหล กับภาวะท่อน้ำตาอุดตัน

ปัญหาที่พบบ่อยมากในช่วงแรกเกิดคือ ตาแฉะในทารก หรือ ตาแฉะข้างเดียวในทารก เช็ดเท่าไรก็ไม่หาย เดี๋ยวก็กลับมาใหม่

สาเหตุยอดฮิตคือ ท่อน้ำตาอุดตันในทารก หรือที่คุณหมอเรียกว่า Dacryostenosis

ท่อน้ำตาอุดตันคืออะไร

ปกติแล้ว น้ำตาจะไหลจากดวงตาลงสู่จมูกผ่านท่อเล็กๆ ที่หัวตา ทารกจำนวนไม่น้อยที่ ท่อน้ำตายังเปิดไม่เต็มที่ตั้งแต่เกิด ทำให้น้ำตาไหลระบายไม่สะดวก

  • พบได้บ่อยมาก ประเมินว่าอาจพบได้ประมาณ 10–20% ของทารกแรกเกิด
  • อาจเป็นแค่ข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้
  • ส่วนใหญ่ไม่อันตราย และมักหายได้เองเมื่อโตขึ้น

อาการของท่อน้ำตาอุดตันในทารก

สิ่งที่พ่อแม่มักสังเกตได้ เช่น

  • น้ำตาคลอหรือตาแฉะตลอดเวลา แม้ลูกไม่ได้ร้องไห้
  • มี ขี้ตาเหลืองหรือคราบขาวขุ่นเล็กน้อย โดยเฉพาะหลังงีบหรือนอนกลางคืน
  • ขนตาดูเหมือนมีเมือกเหนียวๆ ทำให้ติดกัน
  • บางข้างดูแฉะหรือน้ำตาไหลมากกว่าอีกข้างชัดเจน

โดยทั่วไป ส่วนขาวของตายังดูใส ไม่แดง ตรงจุดนี้ช่วยแยกออกจาก อาการตาอักเสบในทารก ที่มักทำให้ตาดูแดงระเรื่อหรือแดงจัด

การดูแลท่อน้ำตาอุดตันที่บ้าน

ส่วนใหญ่สามารถช่วยบรรเทาได้เองที่บ้าน ด้วยการทำความสะอาดตาให้ดี และนวดถุงน้ำตาอย่างถูกวิธี

ขั้นที่ 1 ทำความสะอาดตาเสมอ

ใช้วิธี เช็ดตาลูกแรกเกิด ที่เล่าไว้ด้านบน

  • ใช้น้ำต้มสุกทิ้งให้เย็น หรือน้ำเกลือ
  • สำลี 1 แผ่นต่อ 1 ข้างตา
  • เช็ดจากหัวตาไปหางตา
  • ทำ ตามความเหมาะสม ทุกครั้งที่เห็นว่าตาเริ่มมีขี้ตาหรือเมือก

ขั้นที่ 2 นวดถุงน้ำตา วันละ 2–3 ครั้ง

หลายบ้านกังวลช่วงนี้ที่สุด กลัวกดแรงไป ลองดูวิธี นวดช่วยเปิดท่อน้ำตา แบบง่ายๆ

  1. ล้างมือและตัดเล็บให้สั้น ลดโอกาสเล็บขูดผิวลูก

  2. หาตำแหน่งที่ต้องนวด

    • ใช้นิ้วก้อยหรือนิ้วนางที่นุ่มที่สุด
    • แตะเบาๆ บริเวณ หัวตาด้านในตรงมุมที่ชิดกับสันจมูก
    • จะรู้สึกเหมือนปุ่มนูนเล็กๆ ตรงถุงน้ำตา
  3. ลงน้ำหนักเบาแล้วรูดลงตามแนวสันจมูก

    • ออกแรง เบามือ กดเข้าหาใบหน้า แล้วรูดนิ้วลงตามสันจมูก ระยะประมาณ 1–1.5 เซนติเมตร
    • ทำประมาณ 4–5 ครั้งต่อรอบ ลูกอาจขยับตัวหรือบ่นบ้างเพราะไม่ชินกับการโดนจับหน้า แต่ไม่ควรร้องเพราะเจ็บ
  4. ทำวันละ 2–3 รอบ มักทำตอนเช้า เย็น และเพิ่มอีก 1 รอบถ้าตาดูแฉะหรือมีขี้ตาเยอะในวันนั้น

การนวดลักษณะนี้ช่วยกระตุ้นให้เยื่อบางๆ ที่ปิดท่อน้ำตาอยู่ค่อยๆ เปิดออก ทำไปเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ

ท่อน้ำตาอุดตันจะหายเมื่อไร

สำหรับส่วนใหญ่ของทารกที่มี ท่อน้ำตาอุดตันในทารก

  • อาการมักดีขึ้นอย่างช้าๆ และมักหายได้เองภายในช่วง อายุประมาณ 6 เดือน
  • ส่วนมากจะดีขึ้นชัดเจนไม่เกิน 1 ขวบ

ถ้าเกิน 1 ขวบแล้วตายังแฉะมาก ท่อน้ำตาดูตันชัดเจน คุณหมออาจส่งต่อไปพบจักษุแพทย์เด็กเพื่อประเมินการรักษาเพิ่มเติม

เมื่อไรควรพาลูกไปพบแพทย์เรื่องขี้ตา

แม้ท่อน้ำตาอุดตันมักไม่อันตราย แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้ควร รีบพาลูกพบแพทย์ หรือไปโรงพยาบาลใกล้บ้าน

  • ส่วนขาวของตาหรือเปลือกตา แดงบวมชัดเจน
  • รอบดวงตา บวมตุ่ย ร้อน แตกต่างจากบวมเล็กน้อยหลังคลอด
  • มี ขี้ตาเขียว เหลือง หรือเมือกข้นๆ คล้ายหนอง
  • ลูกเหมือน เจ็บตา ลืมตายาก ร้องไห้มากเมื่อจับใกล้ดวงตา
  • มีไข้ ตัวร้อน ซึม หงุดหงิดมากกว่าปกติ หรือคุณรู้สึกว่า "ไม่สบายใจเลย"

ในไทยสามารถพาไปที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน คลินิกเด็ก หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัดได้ทันที หากเป็นภาวะฉุกเฉิน หายใจลำบาก ซึมมาก โทร 1669 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


การดูแลจมูกทารกแรกเกิด

ทารกแรกเกิดส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่แพทย์เรียกว่า "หายใจทางจมูกเป็นหลัก" หมายความว่า

เขาถูกออกแบบมาให้ใช้จมูกเป็นช่องทางหายใจหลัก ปากยังช่วยหายใจได้ไม่ดีนักในช่วง 2–3 เดือนแรก

เพราะแบบนี้เอง แค่น้ำมูกนิดหน่อยหรือจมูกตันเล็กน้อย ก็อาจทำให้ทั้งบ้านนอนไม่หลับได้เลย จึงไม่แปลกที่เรื่อง น้ำมูกเด็กแรกเกิด จะทำให้พ่อแม่กังวลมาก

ทำไมจมูกตันถึงพบบ่อยในทารก

มีหลายเหตุผลที่ทำให้ จมูกตัน น้ำมูกไหลทารก เป็นเรื่องปกติในช่วงแรกเกิด

  • โพรงจมูกแคบมาก จมูกเล็กๆ ก็มีทางเดินหายใจเล็กตามไปด้วย น้ำมูกเพียงนิดเดียวก็ทำให้หายใจเสียงดังแล้ว

  • อากาศแห้ง เปิดแอร์นานๆ หรือนอนในห้องที่ปิดทึบ ใช้พัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ อากาศจะแห้ง ทำให้น้ำมูกเหนียวและเกาะง่าย

  • สิ่งระคายเคืองในบ้าน ควันบุหรี่ น้ำหอมฉุนๆ สเปรย์ทำความสะอาด ฝุ่นในห้องนอน ขนสัตว์เลี้ยง ล้วนกระตุ้นให้จมูกลูกระคายและผลิตน้ำมูกเพิ่ม

เลยมักได้ยินเสียงลูก

  • หายใจฟืดฟาด
  • เสียงฮืดๆ ครืดๆ
  • จามบ่อย (ทารกจามบ่อยเป็นเรื่องปกติ)

ไม่ได้แปลว่าลูกเป็นหวัดเสมอไป


วิธีเคลียร์จมูกลูกอย่างปลอดภัย

การรู้ วิธีดูแลจมูกลูกแรกเกิด ถือเป็นทักษะสำคัญมาก ช่วยให้ลูกหายใจสะดวก ดูดนมได้ดีขึ้น และนอนหลับสบายขึ้น

ใช้น้ำเกลือหยอดจมูก

น้ำเกลือ (Normal Saline 0.9%) คือสารละลายเกลือที่มีความเข้มข้นใกล้เคียงกับของเหลวในร่างกาย สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยา เป็นแบบขวดเล็กหรือหลอดแยกใช้ครั้งเดียวก็มี

วิธีใช้ “น้ำเกลือสำหรับจมูกทารก” (หยอดข้างละ 1–2 หยด)

  1. จัดท่าลูกให้เหมาะ

    • ให้นอนหงาย หัวเชิดขึ้นเล็กน้อย
    • จะหนุนผ้าขนหนูม้วนใต้บ่าบางๆ ก็ได้ หรืออุ้มพิงแขนให้ศีรษะเอนเล็กน้อย
  2. หยอดน้ำเกลือ

    • หยอดน้ำเกลือ ข้างละ 1–2 หยด
    • ทำทั้งสองข้าง ไม่ต้องใช้ปริมาณเยอะ เพราะโพรงจมูกยังเล็กมาก
  3. รอประมาณ 30 วินาที

    • ให้น้ำเกลือช่วยละลายน้ำมูกที่เหนียว
    • ระหว่างนี้ลูกอาจฮึดฮัด หรือจามออกมา ถือว่าปกติ
  4. ดูดน้ำมูกหรือเช็ดออก เมื่อเห็นว่ามีน้ำมูกหรือน้ำเกลือเริ่มไหลออกมา สามารถใช้ ที่ดูดน้ำมูก ช่วยดูดออก หรือใช้สำลีพันปลาย (สำหรับเช็ดเฉพาะด้านนอก) หรือผ้านุ่มๆ เช็ดตรงปากจมูกเบาๆ

วิธีใช้ลูกยางแดงหรือที่ดูดน้ำมูกกับทารก

หลายบ้านกลัวทำแรงไป กลัวเข้าลึกเกิน หลังจากลองใช้ไม่กี่ครั้งจะเริ่มชินและทำได้คล่องขึ้น

วิธีใช้ ลูกยางแดง/ที่ดูดน้ำมูกแบบบีบ อย่างปลอดภัย

  1. บีบลูกยางก่อนสอดเข้าใกล้จมูก

    • บีบให้ลูกยางแฟบ ไล่อากาศออกให้หมด
    • ค้างไว้อย่างนั้น ห้ามปล่อยมือก่อนจะวางที่ปากรูจมูก
  2. แตะปลายลูกยางที่ปากรูจมูก

    • วางเพียงแค่ แนบที่ปากรูจมูก ไม่ดันเข้าไปลึก
    • ปลายไม่ควรหายไปในรูจมูก
  3. ค่อยๆ ปล่อยมือที่บีบลูกยาง

    • ปล่อยช้าๆ เพื่อให้เกิดแรงดูดอ่อนๆ ดูดเอาน้ำมูกเข้ามาในลูกยาง
  4. ดึงออกแล้วบีบน้ำมูกทิ้ง

    • เอาลูกยางออกจากจมูกก่อน
    • บีบไล่น้ำมูกลงทิชชู่ แล้วเช็ดปลายให้สะอาด
  5. ทำซ้ำได้เล็กน้อย

    • ทำซ้ำแต่ละข้างได้ 1–2 ครั้ง ถ้ายังมีน้ำมูกมาก
    • ไม่ควรทำถี่หรือดูดแรง เพราะจะทำให้เยื่อบุจมูกบวมและระคายเคืองมากขึ้น
  6. ล้างลูกยางทุกครั้งหลังใช้

    • ล้างด้วยน้ำสบู่อุ่นๆ บีบขึ้นลงหลายครั้ง แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกที
    • ผึ่งให้แห้งสนิทก่อนเก็บ

หากเป็นที่ดูดน้ำมูกแบบใช้ท่อดูด (พ่อแม่ดูดผ่านสาย) หลักการก็ใกล้เคียงกัน คือเน้น แรงดูดพอประมาณ ไม่รุนแรง และรักษาความสะอาดของอุปกรณ์ ทุกครั้ง

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในการดูแลจมูกทารก

มีบางอย่างที่ไม่ควรทำกับจมูกเล็กๆ ของลูก

  • ไม่ใช้คอตตอนบัดแหย่เข้าไปในรูจมูก เสี่ยงขูดเยื่อบุจมูกให้ถลอก หรือดันน้ำมูกไปลึกกว่าเดิม

  • ไม่ใช้สเปรย์หรือยาหดหลอดเลือดสำหรับผู้ใหญ่กับทารก ยากลุ่มนี้ ไม่เหมาะกับทารกแรกเกิด หากไม่ได้รับคำสั่งจากแพทย์โดยตรง

  • ไม่ดูดน้ำมูกบ่อยหรือแรงเกินไป ใช้เท่าที่จำเป็น เช่น ก่อนดูดนมหรือก่อนนอน หากใช้ถี่เกิน เยื่อบุจมูกอาจบวมและอักเสบมากขึ้น

หลายครั้ง แค่น้ำเกลือหยอดจมูกเล็กน้อยก่อนให้นมหรือก่อนนอน ก็ช่วยให้ น้ำมูกเด็กแรกเกิด ลื่นขึ้น หายใจโปร่งขึ้นอย่างชัดเจน


เสียงหายใจดัง แต่ไม่ได้แปลว่าจมูกตันเสมอไป

ทารกเป็นมนุษย์ตัวน้อยที่เสียงดังใช้ได้ คุณอาจได้ยิน

  • เสียงฟืดฟาด
  • เสียงหวีดเบาๆ เหมือนนอนกรน
  • เสียงครางหรือลมหายใจเป็นจังหวะแปลกๆ

หลายครั้งมาจาก โพรงจมูกที่แคบมาก และมีเมือกบางๆ ปกติ ไม่ได้เป็นหวัดหรือมี น้ำมูกไหลทารก เสมอไป

โดยทั่วไปมักเป็นปกติ หาก

  • ลูกยัง ดูดนมหรือกินนมได้ดี ไม่สะดุดเพราะหายใจไม่ทัน
  • หน้าอกและหน้าท้องขยับขึ้นลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
  • ไม่มีอาการพยายามหายใจแรงๆ เช่น ปีกจมูกบาน หน้าอกบุ๋ม
  • นอนได้หลับเป็นช่วงๆ ระหว่างมื้อให้นม

ถ้ากังวล ลองสังเกตตอนลูกหลับสนิท ลูกอาจเสียงฟืดฟาดอยู่ แต่ถ้าหลับสบาย ตัวชมพู อกพองยุบเป็นจังหวะ ก็ถือว่าน่าค่อยยังชั่ว


เมื่อไรที่ควรกังวลเรื่องจมูกตัน

บางครั้ง น้ำมูกไหลทารก หรืออาการจมูกตันอาจเป็นมากกว่าความฟืดฟาดธรรมดา ควรรีบพบแพทย์หรือติดต่อโรงพยาบาล หากมีอาการต่อไปนี้

  • กินนมลำบากเพราะหายใจไม่สะดวก ลูกดูดนมได้แค่ไม่กี่อึกก็ต้องปล่อยออกมาหายใจ หายใจหอบ เหมือนอึดอัดตลอดเวลา

  • หายใจเร็วผิดปกติ ทารกหายใจเร็วกว่าเด็กโตอยู่แล้ว แต่ถ้าเร็วมาก อย่างประมาณ เกิน 60 ครั้งต่อนาทีขณะพักเฉยๆ และไม่ช้าลงเมื่อสงบ ควรให้แพทย์ตรวจ

  • ปีกจมูกบานทุกครั้งที่หายใจเข้า เห็นชัดว่าปีกจมูกกางออกอย่างแรงทุกครั้งที่หายใจเข้า

  • หน้าอกบุ๋มหรือคอดบุ๋มขณะหายใจ ผิวหนังตรงซี่โครง ใต้ลิ้นปี่ หรือเหนือกระดูกไหปลาร้า ถูกดึงบุ๋มเข้าไปทุกครั้งที่หายใจ

  • มีไข้ร่วมกับอาการคัดจมูก/เป็นหวัด โดยเฉพาะถ้าอุณหภูมิ 38 °C ขึ้นไปในทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือน

  • ซึม กินนมน้อยลง หรือตัวอ่อนปวกเปียก ปลุกยาก ไม่ค่อยตอบสนอง หรือน้ำหนักตัวเริ่มเพิ่มน้อยเพราะกินได้น้อย

ในไทย หากมีอาการแบบนี้

  • พาไปพบกุมารแพทย์หรือแผนกกุมารเวชของโรงพยาบาล
  • ถ้ารู้สึกว่าฉุกเฉิน หายใจลำบากมาก ซึม ไม่ดูดนม ให้โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที

ฟังเสียงสัญชาตญาณของตัวเองไว้เสมอ พ่อแม่มักรู้ว่าบางอย่าง "ไม่เหมือนเดิม"


เครื่องทำความชื้น และวิธีง่ายๆ ช่วยให้ลูกหายใจโล่งขึ้น

การปรับสภาพแวดล้อมในห้องเล็กน้อย สามารถช่วยลด อาการคัดจมูกในทารก ได้ดีทีเดียว

ใช้เครื่องทำความชื้นแบบละอองเย็น

เครื่องทำความชื้นแบบละอองเย็น (Cool Mist Humidifier) ช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ซึ่งมีประโยชน์ต่อ

  • ทำให้น้ำมูกที่เหนียวอยู่ในโพรงจมูกนิ่มและละลายง่ายขึ้น
  • ลดการระคายเคืองของเยื่อบุจมูก
  • ทำให้ช่วงกลางคืนลูกหายใจเงียบลง นอนได้ยาวขึ้น

ข้อควรระวังในการใช้

  • ควรรักษาความชื้นในห้องประมาณ 40–60% ถ้ามีเครื่องวัดในตัวก็ดูจากเครื่องได้
  • วาง ห่างจากเตียงนอนหรือเปลเด็ก ไม่จำเป็นต้องตั้งชิดหัวเตียง
  • เลือกใช้แบบ ละอองเย็น ไม่ใช้แบบไอน้ำร้อน เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องลวกหรือไหม้
  • ล้างและทำความสะอาดตามคู่มือสม่ำเสมอ ป้องกันเชื้อราและแบคทีเรียสะสม

ถ้ายังไม่มีเครื่องทำความชื้น วิธีง่ายๆ คือ ตากผ้าชุบน้ำในห้องที่ลูกนอน (แต่ไม่ควรผึ่งชิดเตียงหรือให้ลมเป่าตรงมาที่ลูก) ความชื้นจากผ้าจะช่วยให้อากาศไม่แห้งจนเกินไป

เคล็ดลับอื่นที่ช่วยเรื่องจมูก

  • งดควันบุหรี่ในบ้านโดยเด็ดขาด ควันบุหรี่และควันจากธูปเทียน เป็นตัวกระตุ้นสำคัญให้ปอดและจมูกทารกระคายเคือง

  • หลีกเลี่ยงน้ำหอมและกลิ่นแรงในห้องเด็ก ลดการใช้สเปรย์ปรับอากาศ น้ำหอมเข้มข้น น้ำยาถูพื้นกลิ่นแรงในห้องที่ลูกอยู่

  • หลีกเลี่ยงการหนุนหมอนสูงหรือดัดแปลงเตียงสำหรับทารกแรกเกิด สำหรับเด็กเล็ก โดยเฉพาะ ต่ำกว่า 1 ขวบ ควรให้นอนบนพื้นผิวเรียบ แข็งพอสมควร และนอนหงายเสมอ ตามคำแนะนำด้านการนอนปลอดภัย
    ถ้าคิดอยากยกหัวเตียงหรือเสริมอะไรเป็นพิเศษ ควรปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลก่อนทุกครั้ง


สรุปการดูแลตาและจมูกลูกแรกเกิด

การ ดูแลลูกแรกเกิด อาจรู้สึกว่ามีรายละเอียดเยอะไปหมด แต่ถ้าโฟกัสเฉพาะเรื่อง ตาทารก และ ดูแลจมูกทารก จริงๆ แล้วมีใจความสำคัญไม่กี่ข้อ

  • ทำความสะอาดแบบนุ่มนวลเป็นประจำ
    ใช้น้ำต้มสุกหรือน้ำเกลือ เช็ดตาและดูแลจมูกอย่างเบามือ

  • สังเกตว่าอะไรคืออาการปกติ และอะไรเริ่มน่าเป็นห่วง
    เช่น ตาแดงจัด ขี้ตาเขียว บวมมาก หายใจหอบ กินนมได้น้อย

  • ใช้น้ำเกลือและที่ดูดน้ำมูกอย่างเหมาะสม
    ใช้พอให้ลูกหายใจโล่ง กินนมได้ดี ไม่ทำถี่จนเยื่อบุจมูกระคายเคือง

  • ไม่ลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อมีสัญญาณที่กล่าวถึงในหัวข้อก่อนหน้า

ภาวะอย่าง ตาแฉะในทารก, ท่อน้ำตาอุดตันในทารก, หรือ น้ำมูกเด็กแรกเกิด ที่ทำให้หายใจฟืดฟาด ล้วนพบได้บ่อยมากในช่วงเดือนแรกๆ การมีขั้นตอนดูแลที่ชัดเจน และรู้ว่า เมื่อไรควรพาลูกไปพบแพทย์ จะช่วยให้คุณดูแลลูกได้อย่างมั่นใจขึ้น

สำคัญที่สุดคือ ไม่มีคำถามไหน "เล็กเกินไป" เวลาพูดถึงสุขภาพลูก หากไม่แน่ใจอะไรเกี่ยวกับดวงตา จมูก หรือน้ำมูกของลูก โทรถามโรงพยาบาลที่ฝากครรภ์ คลินิกเด็กใกล้บ้าน หรือพาลูกไปให้แพทย์ตรวจได้เสมอ การถามดีกว่าปล่อยให้กังวลอยู่คนเดียวเสมอ


เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้นและไม่ควรใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ กุมารแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอื่น ๆ หากคุณมีคำถามหรือข้อกังวลใด ๆ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ
เราในฐานะนักพัฒนาแอป Erby ขอปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจใด ๆ ที่คุณทำโดยอาศัยข้อมูลนี้ ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้นและไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ส่วนบุคคล

บทความเหล่านี้อาจน่าสนใจสำหรับคุณ

Erby — แอปติดตามทารกสำหรับทารกแรกเกิดและแม่ให้นม

ติดตามการให้นม การปั๊มนม การนอนหลับ ผ้าอ้อม และพัฒนาการสำคัญ