การได้อุ้มลูกกลับบ้านครั้งแรกมันช่างวิเศษมาก แต่ก็แอบน่ากลัวไม่น้อยเหมือนกัน หน้าตัวเล็กๆ ตาจิ๋วๆ จมูกปุ่มนิดเดียว ดูบอบบางไปหมด จนหลายคนไม่กล้าแตะตัวลูกเลยด้วยซ้ำ
ถ้าคุณรู้สึกแบบนี้อยู่ คุณไม่ได้แปลกคนเดียว
บทความนี้รวบรวมพื้นฐานการ ดูแลตาทารก และ ดูแลจมูกทารก แบบง่ายๆ ใช้คำไม่ยาก ทำตามได้จริง เน้นว่าต้องทำอะไร อะไรถือว่าปกติ และเมื่อไรที่ควรพาลูกไปพบแพทย์ หรือโทรปรึกษา 1669 / สายด่วนกรมอนามัย / โรงพยาบาลที่คุณฝากครรภ์ไว้
ตาเด็กแรกเกิดดูบอบบางก็จริง แต่ถ้ารู้วิธีและทำเป็นกิจวัตรเบาๆ วันละนิด การ ดูแลตาทารก ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด
ไม่จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ราคาแพง สำหรับส่วนใหญ่ วิธี เช็ดตาลูกแรกเกิด แค่ใช้น้ำต้มสุกที่ทิ้งให้เย็น หรือใช้สารละลายเกลือ (น้ำเกลือล้างตา/ล้างแผล) ก็เพียงพอ
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
วิธีเช็ดตา (วันละครั้ง หรือเมื่อต้องการ)
ล้างมือให้สะอาด ล้างด้วยสบู่และน้ำไหล จากนั้นเช็ดมือให้แห้ง การล้างมือสำคัญกว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆ กับลูกเสียอีก
เตรียมน้ำหรือน้ำเกลือ
ใช้สำลี 1 แผ่นต่อ 1 ข้างตา
เช็ดจากหัวตาไปหางตา
เช็ดซ้ำถ้ามีขี้ตาเกาะ ถ้ามีขี้ตาหรือคราบแห้งเกาะอยู่ อาจเช็ดซ้ำได้อีก 1–2 ครั้ง โดยเปลี่ยนสำลีใหม่ทุกครั้ง และเช็ดจากหัวตาออกไปเหมือนเดิม
ซับให้แห้ง ใช้ผ้าสะอาดซับเบาๆ หรือปล่อยให้แห้งเองตามธรรมชาติ
โดยทั่วไปทำ วันละครั้ง เช่น ตอนเช้าเวลาเช็ดตัว หรือทำ เพิ่มในระหว่างวัน หากตาลูกเริ่มมีขี้ตาหรือตาแฉะ
พ่อแม่มือใหม่มักตกใจเมื่อเห็น ลูกขี้ตา ทั้งที่จริงแล้วหลายอย่างถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติของการ ดูแลลูกแรกเกิด
สิ่งที่อาจเห็นได้บ่อย เช่น
โดยปกติแล้ว
ถ้าลูกดูแข็งแรง กินนมได้ปกติ ตัวไม่ร้อน และส่วนขาวของตาดูใส ไม่แดงจัด อาการลักษณะนี้มักถือว่าอยู่ในขอบเขตปกติของการ ดูแลทารก ที่บ้าน
ปัญหาที่พบบ่อยมากในช่วงแรกเกิดคือ ตาแฉะในทารก หรือ ตาแฉะข้างเดียวในทารก เช็ดเท่าไรก็ไม่หาย เดี๋ยวก็กลับมาใหม่
สาเหตุยอดฮิตคือ ท่อน้ำตาอุดตันในทารก หรือที่คุณหมอเรียกว่า Dacryostenosis
ปกติแล้ว น้ำตาจะไหลจากดวงตาลงสู่จมูกผ่านท่อเล็กๆ ที่หัวตา ทารกจำนวนไม่น้อยที่ ท่อน้ำตายังเปิดไม่เต็มที่ตั้งแต่เกิด ทำให้น้ำตาไหลระบายไม่สะดวก
สิ่งที่พ่อแม่มักสังเกตได้ เช่น
โดยทั่วไป ส่วนขาวของตายังดูใส ไม่แดง ตรงจุดนี้ช่วยแยกออกจาก อาการตาอักเสบในทารก ที่มักทำให้ตาดูแดงระเรื่อหรือแดงจัด
ส่วนใหญ่สามารถช่วยบรรเทาได้เองที่บ้าน ด้วยการทำความสะอาดตาให้ดี และนวดถุงน้ำตาอย่างถูกวิธี
ใช้วิธี เช็ดตาลูกแรกเกิด ที่เล่าไว้ด้านบน
หลายบ้านกังวลช่วงนี้ที่สุด กลัวกดแรงไป ลองดูวิธี นวดช่วยเปิดท่อน้ำตา แบบง่ายๆ
ล้างมือและตัดเล็บให้สั้น ลดโอกาสเล็บขูดผิวลูก
หาตำแหน่งที่ต้องนวด
ลงน้ำหนักเบาแล้วรูดลงตามแนวสันจมูก
ทำวันละ 2–3 รอบ มักทำตอนเช้า เย็น และเพิ่มอีก 1 รอบถ้าตาดูแฉะหรือมีขี้ตาเยอะในวันนั้น
การนวดลักษณะนี้ช่วยกระตุ้นให้เยื่อบางๆ ที่ปิดท่อน้ำตาอยู่ค่อยๆ เปิดออก ทำไปเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ
สำหรับส่วนใหญ่ของทารกที่มี ท่อน้ำตาอุดตันในทารก
ถ้าเกิน 1 ขวบแล้วตายังแฉะมาก ท่อน้ำตาดูตันชัดเจน คุณหมออาจส่งต่อไปพบจักษุแพทย์เด็กเพื่อประเมินการรักษาเพิ่มเติม
แม้ท่อน้ำตาอุดตันมักไม่อันตราย แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้ควร รีบพาลูกพบแพทย์ หรือไปโรงพยาบาลใกล้บ้าน
ในไทยสามารถพาไปที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน คลินิกเด็ก หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัดได้ทันที หากเป็นภาวะฉุกเฉิน หายใจลำบาก ซึมมาก โทร 1669 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ทารกแรกเกิดส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่แพทย์เรียกว่า "หายใจทางจมูกเป็นหลัก" หมายความว่า
เขาถูกออกแบบมาให้ใช้จมูกเป็นช่องทางหายใจหลัก ปากยังช่วยหายใจได้ไม่ดีนักในช่วง 2–3 เดือนแรก
เพราะแบบนี้เอง แค่น้ำมูกนิดหน่อยหรือจมูกตันเล็กน้อย ก็อาจทำให้ทั้งบ้านนอนไม่หลับได้เลย จึงไม่แปลกที่เรื่อง น้ำมูกเด็กแรกเกิด จะทำให้พ่อแม่กังวลมาก
มีหลายเหตุผลที่ทำให้ จมูกตัน น้ำมูกไหลทารก เป็นเรื่องปกติในช่วงแรกเกิด
โพรงจมูกแคบมาก จมูกเล็กๆ ก็มีทางเดินหายใจเล็กตามไปด้วย น้ำมูกเพียงนิดเดียวก็ทำให้หายใจเสียงดังแล้ว
อากาศแห้ง เปิดแอร์นานๆ หรือนอนในห้องที่ปิดทึบ ใช้พัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ อากาศจะแห้ง ทำให้น้ำมูกเหนียวและเกาะง่าย
สิ่งระคายเคืองในบ้าน ควันบุหรี่ น้ำหอมฉุนๆ สเปรย์ทำความสะอาด ฝุ่นในห้องนอน ขนสัตว์เลี้ยง ล้วนกระตุ้นให้จมูกลูกระคายและผลิตน้ำมูกเพิ่ม
เลยมักได้ยินเสียงลูก
ไม่ได้แปลว่าลูกเป็นหวัดเสมอไป
การรู้ วิธีดูแลจมูกลูกแรกเกิด ถือเป็นทักษะสำคัญมาก ช่วยให้ลูกหายใจสะดวก ดูดนมได้ดีขึ้น และนอนหลับสบายขึ้น
น้ำเกลือ (Normal Saline 0.9%) คือสารละลายเกลือที่มีความเข้มข้นใกล้เคียงกับของเหลวในร่างกาย สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยา เป็นแบบขวดเล็กหรือหลอดแยกใช้ครั้งเดียวก็มี
วิธีใช้ “น้ำเกลือสำหรับจมูกทารก” (หยอดข้างละ 1–2 หยด)
จัดท่าลูกให้เหมาะ
หยอดน้ำเกลือ
รอประมาณ 30 วินาที
ดูดน้ำมูกหรือเช็ดออก เมื่อเห็นว่ามีน้ำมูกหรือน้ำเกลือเริ่มไหลออกมา สามารถใช้ ที่ดูดน้ำมูก ช่วยดูดออก หรือใช้สำลีพันปลาย (สำหรับเช็ดเฉพาะด้านนอก) หรือผ้านุ่มๆ เช็ดตรงปากจมูกเบาๆ
หลายบ้านกลัวทำแรงไป กลัวเข้าลึกเกิน หลังจากลองใช้ไม่กี่ครั้งจะเริ่มชินและทำได้คล่องขึ้น
วิธีใช้ ลูกยางแดง/ที่ดูดน้ำมูกแบบบีบ อย่างปลอดภัย
บีบลูกยางก่อนสอดเข้าใกล้จมูก
แตะปลายลูกยางที่ปากรูจมูก
ค่อยๆ ปล่อยมือที่บีบลูกยาง
ดึงออกแล้วบีบน้ำมูกทิ้ง
ทำซ้ำได้เล็กน้อย
ล้างลูกยางทุกครั้งหลังใช้
หากเป็นที่ดูดน้ำมูกแบบใช้ท่อดูด (พ่อแม่ดูดผ่านสาย) หลักการก็ใกล้เคียงกัน คือเน้น แรงดูดพอประมาณ ไม่รุนแรง และรักษาความสะอาดของอุปกรณ์ ทุกครั้ง
มีบางอย่างที่ไม่ควรทำกับจมูกเล็กๆ ของลูก
ไม่ใช้คอตตอนบัดแหย่เข้าไปในรูจมูก เสี่ยงขูดเยื่อบุจมูกให้ถลอก หรือดันน้ำมูกไปลึกกว่าเดิม
ไม่ใช้สเปรย์หรือยาหดหลอดเลือดสำหรับผู้ใหญ่กับทารก ยากลุ่มนี้ ไม่เหมาะกับทารกแรกเกิด หากไม่ได้รับคำสั่งจากแพทย์โดยตรง
ไม่ดูดน้ำมูกบ่อยหรือแรงเกินไป ใช้เท่าที่จำเป็น เช่น ก่อนดูดนมหรือก่อนนอน หากใช้ถี่เกิน เยื่อบุจมูกอาจบวมและอักเสบมากขึ้น
หลายครั้ง แค่น้ำเกลือหยอดจมูกเล็กน้อยก่อนให้นมหรือก่อนนอน ก็ช่วยให้ น้ำมูกเด็กแรกเกิด ลื่นขึ้น หายใจโปร่งขึ้นอย่างชัดเจน
ทารกเป็นมนุษย์ตัวน้อยที่เสียงดังใช้ได้ คุณอาจได้ยิน
หลายครั้งมาจาก โพรงจมูกที่แคบมาก และมีเมือกบางๆ ปกติ ไม่ได้เป็นหวัดหรือมี น้ำมูกไหลทารก เสมอไป
โดยทั่วไปมักเป็นปกติ หาก
ถ้ากังวล ลองสังเกตตอนลูกหลับสนิท ลูกอาจเสียงฟืดฟาดอยู่ แต่ถ้าหลับสบาย ตัวชมพู อกพองยุบเป็นจังหวะ ก็ถือว่าน่าค่อยยังชั่ว
บางครั้ง น้ำมูกไหลทารก หรืออาการจมูกตันอาจเป็นมากกว่าความฟืดฟาดธรรมดา ควรรีบพบแพทย์หรือติดต่อโรงพยาบาล หากมีอาการต่อไปนี้
กินนมลำบากเพราะหายใจไม่สะดวก ลูกดูดนมได้แค่ไม่กี่อึกก็ต้องปล่อยออกมาหายใจ หายใจหอบ เหมือนอึดอัดตลอดเวลา
หายใจเร็วผิดปกติ ทารกหายใจเร็วกว่าเด็กโตอยู่แล้ว แต่ถ้าเร็วมาก อย่างประมาณ เกิน 60 ครั้งต่อนาทีขณะพักเฉยๆ และไม่ช้าลงเมื่อสงบ ควรให้แพทย์ตรวจ
ปีกจมูกบานทุกครั้งที่หายใจเข้า เห็นชัดว่าปีกจมูกกางออกอย่างแรงทุกครั้งที่หายใจเข้า
หน้าอกบุ๋มหรือคอดบุ๋มขณะหายใจ ผิวหนังตรงซี่โครง ใต้ลิ้นปี่ หรือเหนือกระดูกไหปลาร้า ถูกดึงบุ๋มเข้าไปทุกครั้งที่หายใจ
มีไข้ร่วมกับอาการคัดจมูก/เป็นหวัด โดยเฉพาะถ้าอุณหภูมิ 38 °C ขึ้นไปในทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือน
ซึม กินนมน้อยลง หรือตัวอ่อนปวกเปียก ปลุกยาก ไม่ค่อยตอบสนอง หรือน้ำหนักตัวเริ่มเพิ่มน้อยเพราะกินได้น้อย
ในไทย หากมีอาการแบบนี้
ฟังเสียงสัญชาตญาณของตัวเองไว้เสมอ พ่อแม่มักรู้ว่าบางอย่าง "ไม่เหมือนเดิม"
การปรับสภาพแวดล้อมในห้องเล็กน้อย สามารถช่วยลด อาการคัดจมูกในทารก ได้ดีทีเดียว
เครื่องทำความชื้นแบบละอองเย็น (Cool Mist Humidifier) ช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ซึ่งมีประโยชน์ต่อ
ข้อควรระวังในการใช้
ถ้ายังไม่มีเครื่องทำความชื้น วิธีง่ายๆ คือ ตากผ้าชุบน้ำในห้องที่ลูกนอน (แต่ไม่ควรผึ่งชิดเตียงหรือให้ลมเป่าตรงมาที่ลูก) ความชื้นจากผ้าจะช่วยให้อากาศไม่แห้งจนเกินไป
งดควันบุหรี่ในบ้านโดยเด็ดขาด ควันบุหรี่และควันจากธูปเทียน เป็นตัวกระตุ้นสำคัญให้ปอดและจมูกทารกระคายเคือง
หลีกเลี่ยงน้ำหอมและกลิ่นแรงในห้องเด็ก ลดการใช้สเปรย์ปรับอากาศ น้ำหอมเข้มข้น น้ำยาถูพื้นกลิ่นแรงในห้องที่ลูกอยู่
หลีกเลี่ยงการหนุนหมอนสูงหรือดัดแปลงเตียงสำหรับทารกแรกเกิด
สำหรับเด็กเล็ก โดยเฉพาะ ต่ำกว่า 1 ขวบ ควรให้นอนบนพื้นผิวเรียบ แข็งพอสมควร และนอนหงายเสมอ ตามคำแนะนำด้านการนอนปลอดภัย
ถ้าคิดอยากยกหัวเตียงหรือเสริมอะไรเป็นพิเศษ ควรปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลก่อนทุกครั้ง
การ ดูแลลูกแรกเกิด อาจรู้สึกว่ามีรายละเอียดเยอะไปหมด แต่ถ้าโฟกัสเฉพาะเรื่อง ตาทารก และ ดูแลจมูกทารก จริงๆ แล้วมีใจความสำคัญไม่กี่ข้อ
ทำความสะอาดแบบนุ่มนวลเป็นประจำ
ใช้น้ำต้มสุกหรือน้ำเกลือ เช็ดตาและดูแลจมูกอย่างเบามือ
สังเกตว่าอะไรคืออาการปกติ และอะไรเริ่มน่าเป็นห่วง
เช่น ตาแดงจัด ขี้ตาเขียว บวมมาก หายใจหอบ กินนมได้น้อย
ใช้น้ำเกลือและที่ดูดน้ำมูกอย่างเหมาะสม
ใช้พอให้ลูกหายใจโล่ง กินนมได้ดี ไม่ทำถี่จนเยื่อบุจมูกระคายเคือง
ไม่ลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อมีสัญญาณที่กล่าวถึงในหัวข้อก่อนหน้า
ภาวะอย่าง ตาแฉะในทารก, ท่อน้ำตาอุดตันในทารก, หรือ น้ำมูกเด็กแรกเกิด ที่ทำให้หายใจฟืดฟาด ล้วนพบได้บ่อยมากในช่วงเดือนแรกๆ การมีขั้นตอนดูแลที่ชัดเจน และรู้ว่า เมื่อไรควรพาลูกไปพบแพทย์ จะช่วยให้คุณดูแลลูกได้อย่างมั่นใจขึ้น
สำคัญที่สุดคือ ไม่มีคำถามไหน "เล็กเกินไป" เวลาพูดถึงสุขภาพลูก หากไม่แน่ใจอะไรเกี่ยวกับดวงตา จมูก หรือน้ำมูกของลูก โทรถามโรงพยาบาลที่ฝากครรภ์ คลินิกเด็กใกล้บ้าน หรือพาลูกไปให้แพทย์ตรวจได้เสมอ การถามดีกว่าปล่อยให้กังวลอยู่คนเดียวเสมอ