มีอยู่ช่วงหนึ่งที่หลายบ้านเจอกันเหมือนนัดกัน, มักจะเป็นสัปดาห์แรกๆ ที่พากันกลับบ้านจากโรงพยาบาล, ที่จู่ๆ ก็รู้สึกขึ้นมาว่า...เราคนเดียวเอาไม่อยู่แล้วจริงๆ
ร่างกายก็ปวดล้า ลูกก็ติดอกตลอด 24 ชั่วโมง ตะกร้าผ้ากองโตเริ่มมองแล้วเครียด
การต้องการ การดูแลหลังคลอด หรืออยากมีคนช่วย ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นแม่ที่ล้มเหลว แปลว่าคุณเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์ใหญ่ของชีวิต กำลังดูแลคนตัวน้อยคนแรก และกำลังปรับตัวกับวิถีชีวิตใหม่ทั้งหมด ช่วงนี้แหละที่การ รับความช่วยเหลือหลังคลอด ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นการปกป้องสุขภาพของตัวคุณเองด้วย
บทความนี้อยากเป็นเหมือนกระดาษอนุญาต ให้คุณกล้าบอกตัวเองว่า
ถึงเวลาแล้วที่ต้อง ให้คนอื่นช่วยหลังคลอด
พร้อมไอเดียแบบลงมือทำได้จริง ว่าควรขออะไร ขออย่างไร และจะวางขอบเขตยังไง เพื่อให้คุณยังรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่และเป็นคนดูแลลูกหลักของบ้านเหมือนเดิม
ช่วงแรกๆ หลังคลอดไม่ใช่ช่วงเวลาปกติเลย มันทั้งสวยงาม ทั้งวุ่นวาย และหนักหนาในเวลาเดียวกัน คุณไม่ได้แค่ "เหนื่อย" แต่ทั้งร่างกายและจิตใจกำลังอยู่ในโหมดพักฟื้นเต็มที่
ไม่ว่าคุณจะคลอดธรรมชาติหรือผ่าคลอด ร่างกายก็ผ่านงานใหญ่เหมือนกัน
ถ้าคลอดมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ฉีกขาดเยอะ หรือใช้เครื่องมือช่วยคลอด ระยะเวลาพักฟื้นอาจยาวกว่านั้นอีก ตรงนี้เองที่ การช่วยเหลือแม่หลังคลอด ไม่ได้แค่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่ช่วย "ปกป้องการพักฟื้นหลังคลอด" ของคุณทุกครั้งที่มีคนเอาอาหารอุ่นๆ มาวางให้ หรือช่วยกวาดบ้านถูบ้านให้ คือการให้โอกาสร่างกายคุณได้ซ่อมแซมตัวเอง
เด็กแรกเกิดกินนมบ่อยมาก กินทุก 2 - 3 ชั่วโมงทั้งกลางวันและกลางคืนเป็นเรื่องปกติ การนอนของคุณเลยถูกแบ่งเป็นช่วงสั้นๆ สมองตื้อ น้ำตาคลอ รู้สึกเหมือนเดินอยู่ในโคลนก็ไม่แปลก
ช่วงนี้หลายคนเริ่มคิดว่า
"ทำไมเรารับมือได้ไม่ดีเลย คนอื่นเขายังไหวกัน"
ไม่ใช่เพราะคุณแย่กว่าคนอื่น แต่เพราะคุณกำลังโดน อดนอน อยู่ต่างหาก ซึ่งการนอนน้อยแบบนี้มีผลชัดเจนมาก เช่น
การให้ใครสักคนช่วยป้อนนม (ถ้าคุณปั๊มนมหรือใช้นมผง) อุ้มลูกให้ตอนคุณงีบ หรือช่วยล้างจานเพื่อให้คุณได้เอนหลังแทนการ "ขอทำอีกอย่างเดียว" มีผลจริงต่อการพักฟื้น นอนพักไม่ใช่ความฟุ้งเฟ้อ แต่มันเป็นหนึ่งใน คำแนะนำแม่มือใหม่เรื่องการพักฟื้นหลังคลอด ที่สำคัญที่สุด
หลังคลอด ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแบบรวดเร็วมาก เอสโตรเจนกับโปรเจสเตอโรนลดฮวบ โปรแลคตินกับออกซิโทซินสูงขึ้น แม่หลายคนจะเจอ "อาการเบบี้บลูส์" ช่วงวันที่ 3 - 5 อยู่ๆ ก็ร้องไห้ รู้สึกเศร้า เอะอะก็ซึม โดยที่หาเหตุชัดๆ ไม่ได้
ถ้าต้องทำทุกอย่างไปพร้อมกัน ทั้งทำกับข้าว กวาดบ้าน รับแขก ตอบไลน์ ตอบแชต ขอบคุณของขวัญต่างๆ มันง่ายมากที่จะรู้สึกว่า "ไม่ไหวแล้ว"
การมี คนช่วยแม่มือใหม่ ในเรื่องงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ทำให้ใจและร่างกายได้มีพื้นที่ปรับสมดุลของตัวเอง และยังช่วยให้คุณสังเกตอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้นด้วย ว่าตอนนี้แค่ซึมๆ ตามฮอร์โมน หรือเริ่มมีอาการที่ควรไปคุยกับหมอ พยาบาล หรือจิตแพทย์เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด
แม่ที่ได้พัก ได้รับการช่วยเหลือ และรู้สึกว่า "พอไหว" มีค่ากับลูกมากกว่าแม่ที่หมดแรง เครียดจัด แต่พยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง
การยอมรับ ความช่วยเหลือหลังคลอด ไม่ได้แปลว่าคุณเอาเวลาไปจากลูก ตรงกันข้าม คุณกำลังให้ลูก
ไม่มีใครมอบโล่ให้กับการกัดฟันสู้คนเดียวจนพัง แต่คุณจะได้จุดเริ่มต้นที่ดีกว่า ถ้าเปิดโอกาสให้ "หมู่บ้าน" ของคุณช่วยจริงๆ
ถ้าชอบได้ยินเสียงในหัวแบบว่า "ฉันควรจัดการได้ดิ" หรือ "คนอื่นยังเอาอยู่เลย" คุณไม่ได้แปลกอะไรเลย แม่ที่เคยเก่ง เคยจัดการทุกอย่างเองมาก่อน มักติดกับดักแบบนี้บ่อย
หลายอย่างทำให้เรารู้สึกต้อง "เก่งให้เท่าเขา"
ลองมองอีกด้าน ความจริงคือ คนสมัยก่อนไม่ได้เลี้ยงลูกลำพังเหมือนกัน เพียงแต่รูปแบบการช่วยเหลือมันต่างจากยุคนี้ เช่น เพื่อนบ้านเอากับข้าวมาให้ ญาติผู้ใหญ่อยู่บ้านใกล้ๆ มาช่วยเลี้ยงเด็กได้ งานบ้านสมัยก่อนก็ไม่ได้ต้องเนี้ยบทุกซอกแบบปัจจุบัน
ลองเปลี่ยนประโยคในหัวจาก
ความเข้มแข็งในช่วง หลังคลอด บางครั้งคือการ
การ ขอความช่วยเหลือหลังคลอด เป็นทักษะอย่างหนึ่ง ยิ่งฝึกบ่อย ยิ่งทำได้ง่ายขึ้น
หลายคนคงเจอประโยคยอดฮิต
"มีอะไรให้ช่วยบอกได้นะ"
แล้วก็ยิ้มตอบไปตามมารยาทว่า
"ไม่เป็นไรจ้า ตอนนี้โอเคอยู่"
ทั้งที่ในใจคือ "ไม่โอเคเลย แต่ไม่รู้จะขออะไรดี"
ลองเก็บลิสต์ งานที่ควรมอบหมายหลังคลอด แบบนี้ไว้ในโทรศัพท์ หรือติดกระดาษไว้บนตู้เย็นก็ได้ เวลาใครถามจะได้ตอบง่ายขึ้น
การกินให้ดีสำคัญกับทั้งการพักฟื้นและปริมาณน้ำนม แต่การลุกมาทำกับข้าวเองทุกมื้อ พร้อมเด็กแรกเกิดหนึ่งคน...มันยากจริง
คุณขอได้แบบนี้เลย
ไม่ต้องเป็นอาหารคลีนสวยๆ หรอก ขนมปังกับไข่ต้ม ข้าวราดแกง ผัดผักแช่แข็งกับหมูทอดจากตลาด ก็เป็น การดูแลหลังคลอด ที่ช่วยคุณได้มากแล้ว
งานบ้านรอได้ก็จริง แต่ของมันก็ยังจะกองอยู่ดี แทนที่จะหอบตัวเองลุกมาทำทุกอย่าง ลองให้คนมาเยี่ยมช่วยแทน
ตัวอย่างสิ่งที่ขอได้
ถ้าเขาถามว่า "มีอะไรให้ช่วยไหม" ลองตอบตรงๆ ว่า
"มีจ้า ถ้าช่วยเก็บครัวนิดหน่อย แม่จะดีใจมากเลย"
ถ้ามีลูกคนโต เขาก็กำลังปรับตัวกับน้องเหมือนกัน
ลองขอแบบชัดๆ เช่น
สำหรับเด็กโต การได้มีเวลาตัวต่อตัวกับคุณตาคุณยาย ป้า น้า อา หรือคนสนิท จะช่วยให้เขารู้สึกยังสำคัญและไม่ถูกน้องแย่งความรักไปหมด
สั่งของออนไลน์ช่วยได้ก็จริง แต่อะไรบางอย่างก็รอไม่ได้
ลองขอแบบนี้
ถ้าเกรงใจ ลองคิดกลับกัน ว่าคนส่วนใหญ่เวลาเห็นแม่หลังคลอด มักอยากช่วย แต่ไม่รู้จะช่วยอะไร การได้งานชัดๆ ไปทำ เขาจะสบายใจเสียอีก
บางครั้ง ให้คนช่วยถือเด็ก คือความช่วยเหลือที่มีค่าที่สุด แค่มีคนอุ้มลูกไว้ให้ คุณก็ได้กลับมาเป็น "มนุษย์คนเดิม" อีกนิด
เวลาเพื่อนหรือญาติมาเยี่ยม ลองพูดแบบตรงๆ
นี่ไม่ใช่การผลักภาระลูกให้คนอื่น แต่คือการดูแลตัวเอง เพื่อจะกลับไปดูแลลูกได้ดีขึ้น
หลายคนพร้อมจะช่วย แต่ไม่รู้ว่าควรทำอะไร การรู้จัก วิธีขอความช่วยเหลือหลังคลอด แบบชัดเจน จะทำให้ทั้งคุณและเขาสบายใจกว่า
เวลาใครพูดว่า "มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ"
ลองตอบกลับแบบมีรายละเอียด เช่น
แบบนี้ทั้งสองฝ่ายจะรู้สึกดี คนให้ก็รู้สึกว่าได้ช่วยจริงๆ คุณก็ได้ การดูแลหลังคลอด แบบที่ช่วยชีวิตจริงๆ ไม่ใช่คำพูดลอยๆ
ถ้าพิมพ์แชตง่ายกว่าพูด ลองใช้ข้อความแนวนี้
"ช่วงนี้แม่กับลูกโอเคนะคะ แต่ออกจะเพลียนิดหน่อย ถ้าใครอยากช่วย ช่วงนี้สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ
"ตอนนี้เรารับทุกความช่วยเหลือเลยค่ะ ถ้ามาเยี่ยม รบกวน
คุณปรับลิสต์นี้ตามสภาพจริงของแต่ละสัปดาห์ได้เลย
บางบ้านมีเพื่อนหรือญาติใกล้ๆ หลายคน ลองตั้งกลุ่มสำหรับ ขอความช่วยเหลือจากครอบครัวหลังคลอด โดยเฉพาะก็ได้
ไอเดียเช่น
การสื่อสารให้ชัด จะช่วยลดเคสแบบ "ทุกคนแวะมาจุ๊บหลาน แต่ไม่มีใครล้างจาน" ลงได้เยอะ
ถ้ามีคู่ครอง เขาไม่ได้เป็น "ผู้ช่วยแม่" แต่เป็น "พ่อของลูก" เต็มตัว แปลว่าเขามีหน้าที่ของตัวเองในช่วงนี้ ไม่ใช่แค่มาช่วยเฉพาะเวลาว่าง
เรื่องการนอนต้องมองเป็น "ปัญหาของทั้งคู่" ไม่ใช่ปัญหาของแม่คนเดียว
วิธีแบ่งกันเช่น
ตกลงกันให้ชัด ว่าการที่คุณ ขอความช่วยเหลือหลังคลอด จากคู่ครอง ไม่ใช่การบ่นหรืองอแง แต่มันคือการทำงานเป็นทีม
คู่ครองสามารถช่วยได้แบบจับต้องได้ชัดๆ เช่น
อาจตั้งกติกาง่ายๆ ในใจ เช่น
"คนที่ไม่ได้อุ้มท้อง 9 เดือนและไม่ได้คลอด รับหน้าที่ซักผ้าทั้งหมดในเดือนแรก" ก็กลายเป็น การดูแลหลังคลอด ที่เป็นรูปธรรมมาก
คุณเพิ่งผ่านการคลอดที่หนักทั้งกายและใจ หน้าที่ของคู่ครองจึงรวมถึงการคอยซัพพอร์ตอารมณ์ด้วย เช่น
ทั้งคู่ต่างก็ใหม่กับบทบาทพ่อแม่เหมือนกัน การเปิดใจคุยกันเรื่อง "ใครทำอะไร รู้สึกยังไง" จะช่วยให้ภาระทั้งบ้านเบาลงมาก
การมีคนมาเยี่ยมอาจเป็นกำลังใจดีมาก แต่ก็อาจกลายเป็นความเหนื่อยได้เหมือนกัน คุณมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะกำหนดกติกาเรื่อง มารยาทการเยี่ยมหลังคลอด
ช่วงแรกๆ การเยี่ยมแบบสั้นๆ สบายใจกับทุกคนมากกว่า
คุณพูดกับคนสนิทแบบนุ่มนวลได้ว่า
ถ้าใครนั่งนานจนคุณเริ่มไม่ไหว บอกตรงๆ ได้เลย
"แม่เริ่มเพลียแล้วนะ งั้นวันนี้ขอพักก่อนนะ ขอบคุณที่มาเยี่ยมมากๆ เลย"
ปกป้องลูกแรกเกิดไม่ใช่เรื่องเว่อร์ ยิ่งช่วงหน้าหวัด หน้าฝน หรือสถานการณ์โรคระบาด ยิ่งต้องระวัง
ก่อนให้ใครจับหรืออุ้มลูก ลองขอเขาแบบสุภาพๆ ว่า
คุณพูดได้ว่า
"ช่วงนี้เราระวังหน่อยเพราะน้องยังตัวเล็กมาก รบกวนล้างมือก่อนอุ้มนะคะ แล้วถ้าใครไม่สบายขอเลื่อนไปก่อนเลย ไม่ต้องเกรงใจนะ"
ข้อนี้แม่หลายคนเกรงใจ โดยเฉพาะตอนปู่ย่าตายายอยากหอมหลานจัด แต่ข้อมูลทางการแพทย์จากกรมอนามัยและกุมารแพทย์ไทยก็ชัดเจนว่า การจุ๊บหน้าหรือใกล้ปากเด็กเล็ก เสี่ยงต่อการติดเชื้อบางอย่างที่อันตรายได้
ลองใช้ประโยคง่ายๆ เช่น
ตั้งเป็นกติกาเดียวกับทุกคน จะได้ไม่รู้สึกว่าพิเศษกับใครคนใดคนหนึ่ง
จะมีบางวันที่คุณแค่ไม่ไหวจริงๆ เจ็บแผลมาก เลือดออกเยอะ ลูกดูดนมทั้งวัน หรืออารมณ์แกว่งสุดๆ
ในวันที่แบบนั้น คุณมีสิทธิ์มากๆ ที่จะส่งข้อความแบบนี้
นี่ไม่ใช่ความไม่เห็นแก่หน้าใคร แต่คือการปกป้อง การพักฟื้นหลังคลอด และสุขภาพจิตของคุณเอง
ปู่ย่าตายายส่วนใหญ่อยากช่วยจริงๆ และรักหลานสุดหัวใจ แต่ก็มักมาพร้อม "ตำราสมัยก่อน" เกี่ยวกับการกล่อมลูก ให้นม การอุ้ม การฝึกลูกนอน ฯลฯ
บางอย่างอาจยังใช้ได้ดี แต่บางอย่างล้าสมัยหรือขัดกับคำแนะนำแพทย์ยุคนี้
ยอมรับเจตนาดีของเขาก่อน
เช่น
"รู้ค่ะว่าคุณแม่อยากช่วยจริงๆ"
"ขอบคุณที่เล่าให้ฟังนะคะ ว่าสมัยก่อนทำยังไง"
บอกให้ชัดว่าเราจะเลือกแบบไหน
เช่น
"ตอนนี้เราขอตามคำแนะนำของหมอ/พยาบาลที่ดูแลอยู่ก่อนนะคะ"
"เราอยากลองเลี้ยงแบบให้นมตามลูกต้องการดูก่อนค่ะ"
ปิดบทสนทนาด้วยความนุ่มนวล
เช่น
"ถ้าวันหลังอยากขอไอเดียเพิ่ม จะมาถามอีกนะคะ"
"ขอลองวิธีนี้สักพักก่อน ถ้าไม่เวิร์กเดี๋ยวมาขอคำปรึกษาอีกนะคะ"
ตัวอย่างประโยคจริง
บางทีฟังแล้วรู้สึกเหมือนโดนตำหนิ ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนเริ่มปวดหัว ตรงนี้คุณมีสิทธิ์ตั้งขอบเขตให้ชัดขึ้น
คุณอาจให้คู่ครองช่วยพูดกับพ่อแม่ของเขาเอง เช่น
"แม่ครับ เรื่องนี้ให้เราลองตัดสินใจตามที่คุยกับหมอเด็กก่อนนะ ถ้าอยากช่วย ช่วยให้กำลังใจมากกว่าทักเรื่องนี้ได้ไหมครับ"
มนุษย์ไม่เคยออกแบบมาให้เลี้ยงลูกคนเดียว แต่ไหนแต่ไรมา เวลาผู้หญิงคลอดลูก ชุมชนทั้งบ้านทั้งซอยจะช่วยกันเอาข้าวปลาอาหารมาให้ ช่วยเลี้ยงพี่เลี้ยงน้อง ช่วยงานบ้าน ให้แม่ได้พัก
การยอม รับความช่วยเหลือหลังคลอด ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการ
ถ้าจะจำอะไรแค่หนึ่งอย่างจากบทความนี้ ขอให้เป็นประโยคนี้
"การต้องการความช่วยเหลือ ไม่ได้ทำให้คุณเป็นแม่ที่แย่ลง แต่ทำให้คุณเป็นแม่ที่ซื่อสัตย์กับตัวเอง"
ลองเขียนลิสต์ หลังคลอดควรขอให้คนช่วยอะไรบ้าง เก็บไว้
ฝึกประโยคง่ายๆ สำหรับใช้ตอน วิธีขอความช่วยเหลือหลังคลอด ทั้งกับเพื่อน ญาติ และคู่ครอง
ให้เพื่อนช่วยทำกับข้าว ให้ครอบครัวช่วยพับผ้า ให้คู่ครองตื่นกลางคืนบ้าง
คุณกำลังทำหนึ่งในงานที่หนักและสำคัญที่สุดในชีวิต
คุณไม่จำเป็นต้องทำมันคนเดียวเลย และไม่ควรรู้สึกผิดที่ขอให้ใครสักคนยื่นมือมาช่วยด้วย
ถ้าวันไหนรู้สึกมี "ความรู้สึกผิดหลังคลอด" โผล่ขึ้นมา เพราะคุณไม่ได้ทำทุกอย่างเอง ลองเตือนตัวเองเบาๆ ว่า
แม่ที่ดูแลตัวเองได้ดี คือของขวัญชิ้นใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งที่ลูกจะได้รับเช่นกัน