วัคซีนแรกเกิดที่พ่อแม่ควรรู้: วัคซีนตับอักเสบ บี, BCG และตารางฉีดในปีแรกของทารก

พยาบาลฉีดวัคซีนให้ทารกแรกเกิดในโรงพยาบาล

สัปดาห์แรกหลังคลอดแทบจำอะไรไม่ค่อยได้ มีแต่ให้นม เปลี่ยนผ้าอ้อม กล่อมร้อง แล้วก็เดาไม่ถูกว่าร้องแบบไหนคือหิว ง่วง หรือไม่สบาย พอเริ่มตั้งหลักได้บ้าง ก็มีคนถามถึงเรื่อง วัคซีนแรกเกิด ขึ้นมา เรื่องใหม่ก็ผุดมาทันที

ถ้าคุณกำลังสงสัยว่า ทารกแรกเกิดต้องฉีดวัคซีนอะไรบ้าง ทำไมต้องเริ่มตั้งแต่วันแรก และหลังฉีดอะไรถือว่าปกติ อะไรที่ควรกังวล คุณไม่ได้คิดอยู่คนเดียว มาลองไล่ดูแบบใจเย็น ทีละขั้น

บทความนี้จะเล่าในมุมที่ใช้ได้กับคุณพ่อคุณแม่ในประเทศไทยเป็นหลัก โดยเน้น วัคซีนทารกแรกเกิด และวัคซีนที่มักให้ใน ช่วง 24 ชั่วโมงแรกหรือไม่กี่วันหลังคลอด ได้แก่

  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี (เข็มแรกตั้งแต่แรกเกิด แล้วตามด้วยเข็มต่อเนื่อง)
  • วัคซีนบีซีจี (BCG) ป้องกันวัณโรค ซึ่งทารกส่วนใหญ่ในไทยจะได้รับ

พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับ ตารางวัคซีนทารก ในปีแรกของชีวิต ว่าฉีดอะไร เมื่อไร เพื่อป้องกันโรคอะไรบ้าง


ทำไมวัคซีนแรกเกิดถึงสำคัญ

ลูกน้อยไม่ใช่เริ่มจากศูนย์เสียทีเดียว ตอนปลายครรภ์ แม่จะส่งผ่านภูมิคุ้มกันบางส่วนผ่านทางรก และหลังคลอดถ้าได้กินนมแม่ ก็จะมีแอนติบอดีและสารต้านเชื้อโรคจากน้ำนมช่วยเสริมอีกระดับหนึ่ง

แต่ภูมิคุ้มกันจากแม่มีข้อจำกัดคือ

  • อยู่ได้ไม่นาน
  • ป้องกันได้ไม่ครบทุกโรค
  • ปริมาณและประสิทธิภาพต่างกันไปในแต่ละครรภ์และแต่ละคน

โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก ทารกมีโอกาสป่วยจากการติดเชื้อรุนแรงได้ง่าย เพราะร่างกายยังเล็กและระบบภูมิคุ้มกันเพิ่งเริ่มเรียนรู้ ถ้าเจอเชื้อที่แรงหรือปริมาณมาก อาจทรุดเร็วมาก

วัคซีน เหมือนให้โพยล่วงหน้าให้ภูมิคุ้มกันของลูก เราไม่ได้เอาเชื้อโรครุนแรงมาฉีด แต่เอาเชื้อที่ทำให้อ่อนลงมากๆ หรือชิ้นส่วนของเชื้อมากระตุ้นให้ร่างกายรู้จักและฝึกซ้อมตอบสนองล่วงหน้า พอวันหนึ่งถ้าเจอเชื้อจริง ร่างกายก็พร้อมกว่าเดิมมาก

ทั่วโลกยอมรับตรงกันว่า วัคซีนเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการป้องกันโรคร้าย ความพิการ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร องค์การอนามัยโลกประเมินว่ามี เด็กหลายล้านคนต่อปี ที่รอดชีวิตเพราะได้รับวัคซีน ซึ่งในบรรจุภัณฑ์ตัวเลขนี้ ก็มีทารกน้อยที่เหมือนลูกของคุณรวมอยู่ด้วย


ภาพรวม: วัคซีนที่ให้ตั้งแต่แรกเกิดและช่วงวันแรกๆ

ในประเทศไทย วัคซีนทารกแรกเกิด เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข และตามแนวทางของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ ทารกส่วนใหญ่จะได้รับวัคซีนสำคัญตั้งแต่ยังอยู่ในโรงพยาบาล ได้แก่

  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี (HBV)

    • เข็มแรกในชุด วัคซีนแรกเกิด 24 ชั่วโมง ให้ภายใน 12 - 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด
    • จากนั้นจะมีเข็มถัดไปในช่วงอายุ 1 – 2 เดือน และ 6 เดือน ตาม ตารางวัคซีนทารก
  • วัคซีนบีซีจี (BCG) ป้องกันวัณโรครุนแรง

    • มักให้ ที่โรงพยาบาลก่อนกลับบ้าน หรือภายในเดือนแรกหลังคลอด
    • ฉีดเพียง 1 เข็ม โดยปกติ จะเกิดเป็น แผลเป็น BCG เล็กๆ ที่ต้นแขน

หลายคนรู้สึกว่า เพิ่งคลอดยังไม่ทันหายมึน ก็ต้องเซ็นยินยอมให้ลูกโดนเข็มแล้ว ฟังดูเร็วไปไหม มาลองแยกดูทีละตัว ว่าทำไมต้องรีบ และควรเตรียมใจเรื่องอะไรบ้าง


วัคซีนตับอักเสบ บี: ทำไมต้องเริ่มตั้งแต่วันแรก

ไวรัสตับอักเสบ บี คืออะไร

ไวรัสตับอักเสบ บี (Hepatitis B) เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบของตับ ในผู้ใหญ่อาจมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง เหนื่อย เพลีย ตับอักเสบเฉียบพลัน แต่สิ่งที่น่าห่วงที่สุดในทารกและเด็กเล็กคือการติดเชื้อแบบ เรื้อรัง

หากเด็กได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ตั้งแต่แรกเกิดหรือช่วงขวบปีแรก งานวิจัยพบว่าอาจมีโอกาสสูงถึง ประมาณ 90% ที่จะกลายเป็นผู้ติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งจะค่อยๆ ทำลายตับแบบเงียบๆ ไปเรื่อยๆ และเพิ่มความเสี่ยงต่อ

  • ตับแข็ง
  • ตับวายเรื้อรัง
  • มะเร็งตับ เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

ที่สำคัญคือ หลายคนที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ไม่รู้ตัว ไม่มีอาการชัดเจน ตรวจเลือดเท่านั้นจึงจะทราบว่าติดเชื้ออยู่

ทำไมต้องรีบฉีดเข็มแรกหลังคลอด

แพทย์และพยาบาลมักพูดถึงคำว่า การติดเชื้อจากแม่สู่ลูก หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า vertical transmission คือเชื้อแพร่จากแม่ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี สู่ลูกในช่วงตั้งครรภ์หรือขณะคลอด

ถ้าแม่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี แล้วลูกไม่ได้รับการป้องกัน ความเสี่ยงที่เด็กจะติดเชื้อและกลายเป็นผู้ติดเชื้อเรื้อรังจะสูงมาก เพราะระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังสู้เชื้อได้ไม่เต็มที่

จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ฉีดวัคซีนตับอักเสบบี ทารก เข็มแรกที่เรียกว่า birth dose ต้องให้ภายในเวลาไม่นานหลังคลอด

  • เป้าหมายคือให้ภายใน 12 - 24 ชั่วโมง แรก
  • ยิ่งให้เร็ว โอกาสป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกยิ่งมาก
  • ถ้าปล่อยเวลานานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ประสิทธิภาพการป้องกันส่วนนี้จะลดลง

ในประเทศไทย คุณแม่ทุกคนจะถูกตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ระหว่างฝากครรภ์ ถ้าผลเลือดของแม่เป็น HBsAg บวก (มีเชื้อ) ทีมแพทย์จะวางแผนให้ลูกได้รับการป้องกันเป็นพิเศษ ประกอบด้วย

  1. เข็มแรกของวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี ทันทีหลังคลอด
  2. ฉีดซ้ำตามกำหนดอายุ (มักที่ 1 เดือน และ 6 เดือน หรือร่วมกับวัคซีนรวมบางชนิด)
  3. ในรายที่ถือว่าเสี่ยงสูงมาก แพทย์อาจให้ อิมมูโนโกลบูลินตับอักเสบบี (HBIG) เพิ่ม เป็นแอนติบอดีพร้อมใช้ที่ช่วยลดความเสี่ยงติดเชื้อได้อีกชั้นหนึ่ง

แม้คุณแม่ไม่มีเชื้อ ประเทศไทยก็ใช้แนวทาง ให้วัคซีนตับอักเสบ บี แก่ทารกทุกคนตั้งแต่แรกเกิด ตามนโยบายสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข เหตุผลสำคัญคือมีคนจำนวนไม่น้อยที่ติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว หรือฝากครรภ์ไม่ครบ ไม่มีผลตรวจชัดเจน ให้ทุกรายจึงปลอดภัยสำหรับเด็กมากที่สุด

วัคซีนตับอักเสบ บี ไม่ใช่เข็มเดียวจบ

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี เป็นวัคซีนแบบต้องให้ครบชุด ไม่ใช่ฉีดเข็มเดียวแล้วจบ ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะสมบูรณ์ต้องอาศัยการฉีดหลายเข็มตามช่วงอายุ

ในประเทศไทย ตารางมาตรฐานมักเป็น

  • เข็มที่ 1: แรกเกิด (ภายใน 24 ชั่วโมง)
  • เข็มที่ 2: อายุ 1 - 2 เดือน (แล้วแต่วัคซีนรวมที่ใช้)
  • เข็มที่ 3: อายุ 6 เดือน

ในบางแห่งอาจใช้ร่วมกับ วัคซีนรวม 5 หรือ 6 โรค ซึ่งรวมไวรัสตับอักเสบ บี อยู่ในเข็มเดียวกัน เพื่อลดจำนวนครั้งที่ต้องถูกฉีด

หมอหรือพยาบาลจะบันทึกกำหนดนัดและวันที่ฉีดใน สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (สมุดสีชมพู/สมุดเหลืองของเด็ก) หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ของโรงพยาบาล เพื่อให้ตามเข็มต่อเนื่องได้ครบ หากฉีดขาด หรือเลื่อนนานเกินไป อาจทำให้ภูมิคุ้มกันไม่เต็มที่ โดยเฉพาะในเด็กกลุ่มเสี่ยงที่แม่มีเชื้อ

หลังฉีดวัคซีนตับอักเสบ บี ต้องระวังอะไรบ้าง

โดยทั่วไป ฉีดวัคซีนตับอักเสบบี ทารก แล้วมักไม่มีอาการรุนแรง ผลข้างเคียงที่พบบ่อยและหายเองได้ เช่น

  • แดง บวม หรือกดเจ็บเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด
  • งอแงหรือนอนไม่เป็นเวลาเล็กน้อยใน 1 วันแรก
  • อาจมีไข้ต่ำๆ น้อยกว่า 38 องศาเซลเซียส

อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณว่าระบบภูมิคุ้มกันกำลังทำงาน ตอบสนองต่อวัคซีน

วัคซีนชนิดนี้เป็นวัคซีนเชื้อตายหรือเป็นเพียงชิ้นส่วนของเชื้อ จึง ไม่สามารถทำให้เป็นโรคตับอักเสบ บี ได้ และไม่ได้ทำให้ไวรัสตับอักเสบ บีเพิ่มขึ้นในร่างกาย


วัคซีนบีซีจี: เกราะป้องกันวัณโรคในเด็กเล็ก

วัณโรคคืออะไร

วัณโรค (Tuberculosis หรือ TB) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium tuberculosis หลายคนอาจคิดว่าเป็นโรคโบราณ แต่ในความจริงแล้ว วัณโรคยังพบในคนไทยอยู่เรื่อยๆ และประเทศไทยจัดเป็นประเทศที่มีวัณโรคค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ

วัณโรคมักเริ่มที่ปอด มีอาการเช่น

  • ไอเรื้อรัง
  • น้ำหนักลด เหนื่อยง่าย
  • ไข้ต่ำๆ ตอนบ่ายหรือกลางคืน
  • เหงื่อออกกลางคืน

ในทารกและเด็กเล็ก วัณโรคน่ากลัวตรงที่อาจลุกลามออกจากปอดไปอวัยวะอื่นได้ง่าย โดยเฉพาะ 2 ภาวะที่แพทย์กลัวมากคือ

  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากวัณโรค (TB meningitis)
  • วัณโรคชนิดแพร่กระจายทั้งตัว (Miliary TB)

ทั้งสองแบบนี้อาจทำให้เด็กพิการถาวร หรือเสียชีวิตได้ วัคซีนบีซีจีจึงถูกออกแบบมาเพื่อ ลดโอกาสเกิดวัณโรครุนแรงในเด็กเล็ก เป็นหลัก ไม่ได้ป้องกันการเป็นวัณโรคปอดแบบผู้ใหญ่ได้ 100%

ใครบ้างที่ได้รับวัคซีน BCG ในไทย

ต่างจากบางประเทศที่ฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ประเทศไทยมีนโยบายให้ วัคซีนบีซีจีแก่ทารกเกือบทุกคน เพราะเรายังมีผู้ป่วยวัณโรคในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ

โดยทั่วไป

  • ทารกจะได้รับ วัคซีนบีซีจี ตั้งแต่แรกเกิดที่โรงพยาบาล
  • ถ้าไม่ได้ฉีดทันที (เช่น คลอดที่บ้าน หรือเหตุจำเป็นอื่น) แนะนำให้พาไป ฉีดวัคซีนทารกแรกเกิด ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านให้เร็วที่สุด โดยยังพอฉีดได้ดีภายในอายุ 1 เดือนแรก หรือไม่เกิน 2 เดือน

หากลูกมีโรคประจำตัวบางอย่าง หรือแพทย์สงสัยว่าภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด อาจชะลอหรือหลีกเลี่ยงการฉีดวัคซีนนี้ แพทย์จะเป็นผู้ประเมินและให้คำแนะนำเป็นรายบุคคล

ทำไมต้องให้บีซีจีตั้งแต่วันแรกหรือเดือนแรก

โอกาสที่เด็กเล็กจะเกิดวัณโรครุนแรง โดยเฉพาะแบบลุกลามไปสมองและทั้งร่างกาย สูงที่สุดในช่วง อายุต่ำกว่า 2 ปี หากเด็กได้รับเชื้อตั้งแต่เล็ก ผลกระทบจะหนักกว่าติดเชื้อตอนโต

การให้ วัคซีนทารกเดือนแรก อย่าง BCG ช่วยให้

  • ร่างกายมีภูมิคุ้มกันก่อนที่เด็กจะเริ่มออกไปพบคนเยอะๆ หรือมีสมาชิกครอบครัว ญาติ หรือผู้ดูแลที่อาจมีเชื้อวัณโรคโดยไม่รู้ตัว
  • ลดความเสี่ยงของวัณโรกรุนแรง ที่อาจทำให้เด็กพิการหรือเสียชีวิต
  • สะดวกต่อการวางแผน เพราะใช้ช่วงที่ครอบครัวยังพาลูกไปโรงพยาบาลตามนัดหลังคลอดอยู่แล้ว

วัคซีนบีซีจีนั้นต่างจากหลายวัคซีนตรงที่ ส่วนใหญ่ฉีดเพียงเข็มเดียวตลอดชีวิต ไม่จำเป็นต้องกระตุ้นซ้ำบ่อยๆ

แผลเป็น BCG คืออะไร ปกติควรเป็นแบบไหน

คำถามยอดฮิตคือ แผลเป็น BCG คืออะไร ต้องเป็นแผลถึงจะถือว่าฉีดติดไหม

วัคซีนบีซีจีเป็นวัคซีนเชื้อเป็นที่อ่อนฤทธิ์ลงมากแล้ว ฉีดเข้าใต้ผิวหนังตื้นๆ ที่ต้นแขนด้านซ้าย มักเกิดตุ่มและรอยแผลเป็นตามลำดับ ดังนี้

  1. ไม่กี่วันแรกหลังฉีด

    • จะเห็นตุ่มนูนแดงเล็กๆ ตรงตำแหน่งที่ฉีด
  2. หลายสัปดาห์ถัดมา

    • ตุ่มอาจขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย คล้ายสิวหรือเม็ดลมพิษ
    • บางรายเหมือนตุ่มน้ำหรือแผลนูนเล็กๆ
  3. ช่วง 6 - 12 สัปดาห์

    • ตุ่มอาจแตก มีน้ำเหลืองซึมเล็กน้อย แล้วกลายเป็นสะเก็ด
    • หลายเดือนต่อมาจะยุบลง กลายเป็น แผลเป็นกลมๆ ขนาดประมาณ 0.5 - 1 เซนติเมตร หรือบางคนเล็กกว่านี้

ลักษณะนี้ถือว่า ปกติ และไม่ได้อันตราย แผลเป็นเล็กๆ นี้มักอยู่กับเราไปตลอดชีวิต และแพทย์มักใช้เป็นหลักฐานหนึ่งว่าเคยได้รับวัคซีนบีซีจีแล้ว

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

  • ไม่บีบ แคะ แกะ เกาหรือเจาะตุ่ม
  • ไม่ต้องปิดพลาสเตอร์แน่นๆ ให้ผิวอับชื้น เว้นแต่แพทย์สั่ง
  • ไม่จำเป็นต้องทายาแดง ยาฆ่าเชื้อ หรือยาสมุนไพรต่างๆ เอง

ถ้าพบว่าบริเวณแผลมีอาการแดงร้อนมาก เจ็บมาก บวมโตผิดปกติ หรือมีหนองไหลเยอะต่อเนื่อง ควรพาไปพบกุมารแพทย์หรือแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อตรวจดูว่าเป็นปฏิกิริยารุนแรงหรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนหรือไม่ โดยส่วนใหญ่แผล BCG จะหายได้เองโดยไม่ต้องทำอะไรพิเศษ


ปฏิกิริยาที่พบบ่อยหลังฉีดวัคซีนทารก

ไม่ว่าจะเป็น วัคซีนแรกเกิด หรือวัคซีนตาม ตารางวัคซีนทารก ในช่วงเดือนต่อๆ มา ทารกมักมีอาการคล้ายๆ กันหลังฉีด ซึ่งเป็นการตอบสนองของร่างกายต่อวัคซีน

อาการที่ถือว่าพบได้และมักหายเอง เช่น

  • ไข้ต่ำๆ ประมาณไม่เกิน 38 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะใน 24 ชั่วโมงแรก
  • บริเวณที่ฉีดมีอาการแดง บวม หรือคลำได้ก้อนแข็งเล็กๆ
  • งอแง ร้องไห้มากกว่าปกติเล็กน้อย
  • ดูกินนมน้อยลงชั่วคราว แต่ยังยอมดูด
  • เวลานอนเปลี่ยนไปสัก 1 - 2 วัน เช่น หลับยาวหรือตื่นบ่อยขึ้น

โดยมากอาการเหล่านี้จะดีขึ้นภายใน 1 - 2 วัน

เมื่อไรควรพาไปพบหมอ

คุณพ่อคุณแม่เป็นคนที่สังเกตความเปลี่ยนแปลงของลูกได้ดีที่สุด ถ้ารู้สึกว่าลูกดูแปลกไปมากกว่าปกติ หรือกังวลใจ ไม่แน่ใจเสมอว่าควรโทรหรือควรไป ก็สามารถโทรสอบถามโรงพยาบาลที่ฝากหรือสถานพยาบาลใกล้บ้านได้

แนวทางคร่าวๆ ที่ควรพาไปพบแพทย์ เช่น

  • ลูกมีไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส และไม่ค่อยลง หรือเป็นนานเกิน 48 ชั่วโมง
  • บริเวณที่ฉีดบวมแดงมาก ร้อน ปวดชัดเจน หรือบวมโตขึ้นเรื่อยๆ
  • ลูกซึมมาก ดูอ่อนแรง ไม่ค่อยตอบสนอง หรือปลุกยากผิดปกติ
  • สงสัยอาการแพ้รุนแรง เช่น
    • หน้าบวม ปากบวม ตาบวม ลิ้นบวม
    • หายใจลำบาก หอบ เสียงหวีด
    • มีผื่นแดงหรือลมพิษขึ้นเต็มตัวอย่างรวดเร็ว

อาการแพ้รุนแรงต่อวัคซีนพบได้น้อยมาก และโรงพยาบาลในไทยมีระบบและอุปกรณ์พร้อมดูแลภาวะฉุกเฉินพวกนี้อยู่แล้วในจุดฉีดวัคซีน


วิธีช่วยให้ลูกสบายตัวหลังฉีดวัคซีน

ไม่มีพ่อแม่คนไหนชอบเห็นลูกถูกเข็มหรือร้องไห้จากความเจ็บ แต่มีวิธีเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยให้ทั้งลูกและเรารับมือช่วงนี้ได้ง่ายขึ้น

วิธีปลอบและดูแลลูกหลังฉีดวัคซีน เช่น

  • อุ้มสัมผัสผิวต่อผิว (skin-to-skin)

    • ถอดเสื้อท่อนบนของแม่หรือพ่อ วางลูกแนบอก ห่มผ้าบางๆ ทับ
    • ช่วยให้หัวใจ การหายใจ และอุณหภูมิร่างกายของลูกคงที่ขึ้น
  • ให้ลูกดูดนม (นมแม่หรือนมชง)

    • สามารถให้ดูดคาอกระหว่างฉีดหรือหลังฉีดทันที
    • การดูดนมช่วยเบี่ยงเบนความสนใจและลดความเจ็บได้จริง โดยเฉพาะนมแม่ที่มีสารช่วยบรรเทาอาการปวดตามธรรมชาติ
  • อุ้มโยกเบาๆ เดินช้าๆ

    • การเคลื่อนไหวที่สม่ำเสมอ เช่น เดินไปมา โยกเก้าอี้ หรือใช้เป้อุ้ม ช่วยให้ลูกสงบลงได้เร็ว
  • พูดคุยหรือร้องเพลงเบาๆ

    • เสียงของพ่อแม่เป็นเสียงที่ลูกคุ้นและรู้สึกปลอดภัยที่สุด

ถ้าลูกมีไข้ต่ำๆ หรือดูงอแงมากเป็นพิเศษ แพทย์หรือพยาบาลอาจแนะนำให้ใช้ ยาลดไข้พาราเซตามอลชนิดน้ำเชื่อมสำหรับเด็ก ในขนาดตามน้ำหนักตัวเสมอ ห้ามใช้ยาแบบผู้ใหญ่หรือกะโดสเองเด็ดขาด ควรอ่านฉลากหรือทำตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น


ตอบข้อกังวลยอดฮิตเรื่องวัคซีนทารก

«วัคซีนเยอะไปไหม ฉีดตั้งแต่ตัวนิดเดียวจะไหวหรือ»

คำถามนี้พบบ่อยมาก ฟังดูน่าเป็นห่วง แต่ถ้ามองจากมุมของวิทยาศาสตร์ภูมิคุ้มกัน จะเห็นว่าร่างกายเด็กเล็กมีศักยภาพมากกว่าที่เราคิด

ตั้งแต่ลืมตาดูโลก ลูกต้องเจอกับ สิ่งกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (antigen) จากสิ่งแวดล้อมตลอดเวลา เช่น เชื้อแบคทีเรียบนผิวหนัง ในจมูก ในลำไส้ ฝุ่นละออง สปอร์รา เชื้อรา โปรตีนจากอาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย

เมื่อเทียบกับสิ่งที่ร่างกายเจอทุกวัน จำนวนแอนติเจนในวัคซีนถือว่าน้อยมาก ยิ่งปัจจุบันเทคโนโลยีวัคซีนก้าวหน้าขึ้น ส่วนประกอบที่ต้องใช้กระตุ้นภูมิคุ้มกันยิ่งน้อยลงกว่าสมัยก่อน ทั้งที่จำนวนโรคที่ป้องกันได้มากขึ้น

สำหรับทารกแข็งแรงคลอดครบกำหนด ระบบภูมิคุ้มกันสามารถรับวัคซีนตามเกณฑ์ พร้อมเจอเชื้อโรคจากสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กันได้ โดยไม่ทำให้ร่างกายทำงานหนักเกินไปอย่างที่หลายคนกังวล

ส่วนประกอบในวัคซีน ปลอดภัยจริงไหม

ในหนึ่งเข็มของวัคซีนไม่ใช่มีเฉพาะเชื้อหรือชิ้นส่วนของเชื้อเท่านั้น ยังมีส่วนประกอบอื่นเล็กน้อย เพื่อให้เก็บรักษาได้ดีและคงประสิทธิภาพ เช่น

  • สารช่วยคงสภาพหรือกันเสียในปริมาณต่ำมาก
  • เกลือ น้ำตาล หรือน้ำเกลือ เพื่อให้ความเป็นกรดด่างเหมาะสมกับร่างกาย
  • ร่องรอยของสารที่ใช้ในกระบวนการผลิต ซึ่งมักเหลือในปริมาณต่ำกว่ามาตรฐานความปลอดภัยมาก

ประเทศไทยมีการควบคุมมาตรฐานวัคซีนโดยหน่วยงานอย่าง องค์การเภสัชกรรม, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), กรมควบคุมโรค รวมทั้งได้รับการรับรองคุณภาพจากองค์การอนามัยโลก ก่อนนำมาใช้จริงในโปรแกรมวัคซีนของเด็ก

ที่สำคัญคือ ปริมาณของสารเหล่านี้ในวัคซีนมักน้อยกว่าที่เด็กจะได้รับจากอาหาร น้ำดื่ม หรือสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติในชีวิตประจำวันเสียอีก

วัคซีนทุกตัวที่อยู่ใน ตารางวัคซีนทารกของไทย ผ่านการทดลองในเด็กหลายพันคนหรือมากกว่านั้น ก่อนอนุมัติให้ใช้จริง และยังมีระบบเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์หลังวัคซีนอย่างต่อเนื่อง

ชะลอหรือเลื่อนวัคซีนออกไปก่อนดีไหม

บางครอบครัวรู้สึกว่าอยาก «รอดูไปก่อน» หรือเลื่อนวัคซีนไปตอนลูกโตกว่านี้ เหมือนเป็นทางสายกลาง แต่ในความเป็นจริง การเลื่อนวัคซีนออกไปทำให้ลูก ไม่มีเกราะป้องกันในช่วงวัยที่เสี่ยงที่สุด โดยเฉพาะโรคที่อันตรายในเด็กเล็ก

ตัวอย่างเช่น

  • ไวรัสตับอักเสบ บี - การเลื่อนเข็มแรกหลังคลอดออกไป ยิ่งนานเท่าไร ถ้าแม่มีเชื้อ ความเสี่ยงที่ลูกจะติดและกลายเป็นโรคเรื้อรังก็ยิ่งเพิ่ม
  • วัณโรค (BCG) - วัณโรครุนแรงอย่างเยื่อหุ้มสมองอักเสบ มักเกิดในเด็กเล็กยิ่งอายุน้อยยิ่งเสี่ยง การฉีดแต่เนิ่นๆ ช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้

ตารางวัคซีนที่ปรับเองแบบเว้นช่วงนานๆ หรือทยอยฉีดทีละเข็มโดยไม่มีหลักฐานรองรับ ไม่มีข้อดีทางการแพทย์ที่ชัดเจน และไม่แนะนำโดยองค์กรวิชาชีพด้านกุมารเวชศาสตร์ทั่วโลก เพราะเพียงแค่ทำให้ช่วงที่เด็กไม่มีภูมิคุ้มกันยาวนานขึ้นเท่านั้น

ถ้ารู้สึกไม่สบายใจกับวัคซีนตัวใด อย่าเก็บไว้กังวลคนเดียว ลองคุยเปิดใจกับกุมารแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อธิบายว่ากลัวอะไร กังวลเรื่องไหน เขาจะช่วยไล่ตอบทีละข้อโดยยึดข้อมูลของลูกคุณเป็นหลัก


ตารางวัคซีนปีแรก: วัคซีนแรกเกิดอยู่ตรงไหนของภาพรวม

วัคซีนทารกแรกเกิด เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแผนการสร้างภูมิคุ้มกันในปีแรกของชีวิต ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สำคัญมาก

ตัวอย่าง ตารางวัคซีนทารก ที่ใช้ในประเทศไทย (อาจมีรายละเอียดแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละโรงพยาบาลเอกชนหรือในกรณีใช้วัคซีนเสริม) เช่น

  • แรกเกิด

    • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี (เข็มที่ 1)
    • วัคซีนบีซีจี (BCG) ป้องกันวัณโรค
  • อายุ 2 เดือน

    • วัคซีนรวมคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน โปลิโอ และฮิบ (ชนิดฉีด)
    • วัคซีนฮิบ (ในบางสูตรรวมอยู่ในวัคซีนเข็มเดียว)
  • อายุ 4 เดือน

    • เข็มที่ 2 ของวัคซีนรวมคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน โปลิโอ และฮิบ
  • อายุ 6 เดือน

    • เข็มที่ 3 ของวัคซีนรวม (แล้วแต่สูตร)
    • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี (เข็มสุดท้าย ตามสูตรมาตรฐาน 0-1-6 เดือน)
  • อายุ 9 - 12 เดือน

    • วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม (MMR)
    • วัคซีนอื่นๆ ตามคำแนะนำ เช่น วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส หรือวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น (แล้วแต่การเลือกเสริมของแต่ละครอบครัว)

วัคซีนบางชนิด เช่น ป้องกันโรต้าไวรัส ป้องกันปอดอักเสบ (นิวโมคอคคัส) หรือป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเมนิงโกคคัส อาจเป็นวัคซีนเสริมที่ต้องจ่ายเงินเองและอาจไม่ได้อยู่ในสิทธิ์ของทุกกองทุน แต่หลายโรงพยาบาลจะแนะนำให้พิจารณา โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่เสี่ยงสูง

สมุดสุขภาพแม่และเด็กของลูก จะมีหน้าสำหรับบันทึกตารางวัคซีนอย่างละเอียด พร้อมวันที่รับและกำหนดนัดเข็มถัดไป หากสงสัยหรือนัดหล่น สามารถใช้สมุดเล่มนี้หรือแอปของโรงพยาบาลตรวจสอบย้อนหลังได้เสมอ


ทิ้งท้าย

การตัดสินใจเรื่อง ฉีดวัคซีนทารกแรกเกิด เป็นเรื่องใหญ่ในใจพ่อแม่ทุกคน เพราะมันเหมือนต้องยอมให้ลูกเจ็บตัวตอนนี้ เพื่อป้องกันโรคที่เราอาจไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ และอาจไม่มีวันรู้เลยว่าวัคซีนช่วยอะไรไว้บ้าง

แต่นั่นแหละคือธรรมชาติของการป้องกันโรค ถ้าวัคซีนทำงานได้ดี สิ่งที่เกิดขึ้นคือ…ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

  • ไม่มีไวรัสตับอักเสบ บี ที่ค่อยๆ ทำลายตับจนกลายเป็นมะเร็งตอนโต
  • ไม่มีวัณโรคเยื่อหุ้มสมองในเด็กตัวเล็กๆ ที่เคยวิ่งเล่นดีๆ แต่จู่ๆ ก็อ่อนแรง พูดไม่ได้ เดินไม่ได้
  • ไม่มีการวิ่งโร่ไปโรงพยาบาลกลางดึกจากโรคติดเชื้อหลายชนิดที่เราป้องกันล่วงหน้าได้

วัคซีนแรกเกิด ไม่ว่าจะเป็น วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี, วัคซีนบีซีจี, หรือวัคซีนใน ตารางวัคซีนทารก ช่วงปีแรก ไม่ได้มีไว้แค่ติ๊กถูกในสมุดสมานฉันท์ แต่มันคือการเพิ่มโอกาสให้ลูกได้โตขึ้นอย่างแข็งแรง ลดความเสี่ยงจากโรคร้ายที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับเด็กคนไหน

ถามคำถามได้เสมอ ขอเวลาคิดและทำความเข้าใจได้เต็มที่ และเมื่อคุณเลือกให้ลูกได้รับวัคซีน คุณกำลังใช้หนึ่งในวิธีที่มีหลักฐานชัดที่สุดในการปกป้องลูกในช่วงชีวิตที่เขาบอบบางที่สุดช่วงหนึ่งเลยทีเดียว


เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้นและไม่ควรใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ กุมารแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอื่น ๆ หากคุณมีคำถามหรือข้อกังวลใด ๆ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ
เราในฐานะนักพัฒนาแอป Erby ขอปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจใด ๆ ที่คุณทำโดยอาศัยข้อมูลนี้ ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้นและไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ส่วนบุคคล

บทความเหล่านี้อาจน่าสนใจสำหรับคุณ

Erby — แอปติดตามทารกสำหรับทารกแรกเกิดและแม่ให้นม

ติดตามการให้นม การปั๊มนม การนอนหลับ ผ้าอ้อม และพัฒนาการสำคัญ