สัปดาห์แรกๆ กับทารกแรกเกิดมักเป็นช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัสที่สุดของคนเป็นพ่อแม่ คุณต้องเรียนรู้ทุกอย่างทั้งที่แทบไม่ได้หลับ ทารกเองก็กำลังเรียนรู้การใช้ชีวิตนอกครรภ์ และแค่เสียงหายใจเปลี่ยน สีผิวเปลี่ยน ก็มักทำให้ใจหายวาบได้ทันที
ความกังวลระดับหนึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะช่วยให้ทารกปลอดภัย แต่ถ้าเป็นความตื่นตระหนกตลอดเวลา ก็จะยิ่งทำให้คุณเหนื่อยล้าเกินไป บทความนี้ตั้งใจอยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้วนี้ เป็นคู่มือแบบอ่านง่าย ให้คุณเปิดดูได้เวลาที่ใจถามว่า
«แบบนี้ปกติไหม» หรือ «ต้องพาไปหาหมอแล้วหรือยัง»
เนื้อหานี้เน้นเรื่อง เมื่อไหร่ต้องพาเด็กไปหาหมอสำหรับทารกแรกเกิด ในช่วงไม่กี่สัปดาห์แรก อ้างอิงแนวทางเวชปฏิบัติที่ใช้แพร่หลาย เช่น แนวทางของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และสอดคล้องกับมาตรฐานในโรงพยาบาลส่วนใหญ่ในไทย
ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกคลุมเครือ หรือแค่รู้สึกว่า «อะไรบางอย่างไม่ปกติ» ให้เชื่อความรู้สึกตัวเอง โทรปรึกษาโรงพยาบาลใกล้บ้าน แผนกกุมารเวชกรรม หรือสายด่วนสาธารณสุข 1330 หรือ 1669 ในกรณีฉุกเฉินรุนแรง ไปที่ห้องฉุกเฉินได้เลย อย่ากังวลว่าจะรบกวนหมอพยาบาลกับเรื่องของทารกแรกเกิด ไม่มีคำว่าเรื่องเล็กเกินไป
อาการต่อไปนี้ ไม่ใช่ สิ่งที่ควรรอดูไปก่อนในทารกแรกเกิด ถ้าเห็นข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบขอคำปรึกษาทางการแพทย์ทันที
หากเกี่ยวข้องกับการหายใจ ริมฝีปากเขียวคล้ำ หรือเด็กดูอาการหนัก ให้โทร 1669 หรือรีบไปห้องฉุกเฉินทันที
ทารกแรกเกิดยังควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้ไม่ดี การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอาจเป็นสัญญาณแรกของการติดเชื้อได้
ควรพาไปพบแพทย์โดยด่วน หากทารกมี
ไข้ในทารก แรกเกิดอาจหมายถึงการติดเชื้อรุนแรง ซึ่งมักจำเป็นต้องพาไปประเมินที่โรงพยาบาล ด้านอุณหภูมิต่ำกว่าปกติก็อาจบอกได้ถึงการติดเชื้อ หรือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเช่นกัน
เคล็ดลับเล็กน้อย
ถ้าคุณรู้สึกว่า «ตัวลูกร้อนผิดปกติ» หรือ «ลูกตัวเย็นแปลกๆ» อย่าดูจากมือจับอย่างเดียว ควรวัดอุณหภูมิให้ชัดเจน ถ้าต่ำกว่า 36°C หรือสูงกว่า 37.5–38°C ให้โทรหาโรงพยาบาลหรือกุมารแพทย์ทันที
โดยทั่วไป ทารกแรกเกิดจะกินนมบ่อยประมาณทุก 2–3 ชั่วโมง ทั้งกลางวันกลางคืน บางมื้อดูง่วงหลับไปเร็วก็ยังถือว่าปกติ สิ่งที่ไม่ปกติคือ ปฏิเสธการกินนมซ้ำๆ ติดต่อกัน
ควรโทรปรึกษาแพทย์หรือพยาบาล หาก
เวลาพ่อแม่บ่นว่า ทารกไม่ยอมกินนม หรือ «ลูกดูดนมนิดเดียวก็หลับ» แพทย์จะนึกถึงภาวะขาดน้ำ ระดับน้ำตาลต่ำ หรืออาการเริ่มแรกของโรคบางอย่างทันที
ไม่ว่าคุณจะให้นมแม่ นมผง หรือผสมกัน ถ้าลูกเข้าเต้าแล้วดูดแค่ไม่กี่ครั้งก็หลับทุกมื้อ หรือดูไม่มีแรงดูด ควรขอความช่วยเหลือ อย่ารอ
ทารกส่วนใหญ่มีการแหวะนมเป็นเรื่องปกติ นมติดเสื้อคุณบ้าง ไหลออกมานิดหน่อยหลังเรอ แบบนี้ยังถือว่าเป็นธรรมดาของชีวิตกับทารก
ให้เริ่มกังวลเมื่อ
นี่ต่างจากการแหวะนมเล็กน้อยที่ไหลออกมาตามมุมปาก อาเจียนทารก แบบต่อเนื่องอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ ปัญหาของลำไส้ หรือการแพ้ที่ต้องตรวจให้แน่ชัด ถ้าไม่แน่ใจว่าเป็นการแหวะหรืออาเจียน ลองถ่ายวิดีโอสั้นๆ แล้วเปิดให้แพทย์หรือพยาบาลดู
ปริมาณปัสสาวะถือเป็นตัวชี้วัดสภาพร่างกายของทารกที่ดูง่ายและสำคัญมาก
โดยประมาณ
ถ้าให้นมแม่อย่างเดียว อาจต้องใช้เวลาสัก 2–3 วันกว่าน้ำนมจะมามากขึ้น แต่โดยวันที่ 4–5 ควรจะเห็นจำนวนผ้าอ้อมเปียกตามนี้
ควรโทรหาหมอหรือพยาบาล หาก
คำค้นอย่าง «ปัสสาวะน้อยทารก» มักมาจากพ่อแม่ที่กังวลเรื่องนี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ควรกังวล เพราะปัสสาวะน้อยอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะขาดน้ำ หรือปัญหาการกินนมที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ
เลือดไม่ว่าปริมาณเท่าไหร่ใน อุจจาระทารก หรือในสิ่งที่อาเจียนออกมา เป็นเหตุผลให้ต้องปรึกษาแพทย์เสมอ โดยเฉพาะในทารกแรกเกิด
ต้องไปพบแพทย์ด่วน หากคุณเห็น
บางครั้งเลือดเล็กน้อยในอุจจาระอาจมาจากแผลถลอกเล็กๆ รอบทวารหนัก แต่เราไม่ควรเดาเอง เพราะเลือดอาจบอกถึงการติดเชื้อ การแพ้อาหาร หรือเลือดออกจากส่วนใดส่วนหนึ่งของทางเดินอาหาร
ถ้าคุณสงสัยว่าเป็นเลือด ให้เก็บผ้าอ้อมไว้ และถ่ายรูปเก็บไว้ด้วย จะช่วยให้แพทย์ประเมินได้ง่ายขึ้น
กรณีนี้ «สี» สำคัญมาก
ทั้งสองสีอาจหมายถึงน้ำดีจากลำไส้ไหลย้อนกลับขึ้นมา ซึ่งบ่งชี้ถึงโอกาสที่อาจมีการอุดตันของทางเดินอาหาร ถือเป็นภาวะฉุกเฉินจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไม่อันตราย
ถ้าทารกมี อาเจียนสีเหลืองเขียวทารก โดยเฉพาะถ้าเป็นมากกว่าหนึ่งครั้ง ให้รีบพาไปห้องฉุกเฉิน หรือโทร 1669 ทันที อย่ารอคิวคลินิกหรือรอวันรุ่งขึ้น
ทารกแรกเกิดนอนเก่งอยู่แล้ว นอนได้ถึงวันละ 18–20 ชั่วโมงก็ยังถือว่าปกติ แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรจะตื่นมากินนมเป็นระยะ และตอบสนองต่อการจับอุ้ม สัมผัส หรือเสียงเรียกได้
ควรกังวล หาก
พ่อแม่บางคนคิดว่า «ลูกเป็นเด็กเลี้ยงง่าย หลับยาว» ทั้งที่จริงอาจเป็นอาการเตือนของการติดเชื้อ ภาวะน้ำตาลต่ำ หรือปัญหารุนแรงอื่นๆ ถ้าคุณรู้สึกว่าเด็กง่วงเกินไป ไม่เหมือนแค่หลับสบาย ควรรีบพาไปให้หมอประเมิน
ทารกร้องไห้เป็นเรื่องธรรมดา บางคนจะมีช่วงโยเยตอนเย็นหรือก่อนนอน ซึ่งเหนื่อยมากแต่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ความต่างอยู่ที่ว่า ทารก สามารถ ถูกปลอบให้สงบได้หรือไม่
ควรรีบขอความช่วยเหลือ หาก
การร้องไห้แบบปลอบไม่อยู่ต่อเนื่องอาจบอกถึงอาการเจ็บปวด การติดเชื้อ หรือปัญหาในระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะถ้าเป็นลักษณะที่ต่างจากนิสัยของลูกอย่างชัดเจน
และถ้าวินาทีไหนที่คุณรู้สึกว่าตัวเองเริ่มไม่ไหวแล้ว ให้จับลูกวางในที่ปลอดภัย เช่น เปลหรือเตียง กั้นขอบให้เรียบร้อย แล้วเดินออกมาสูดลมหายใจลึกๆ สักครู่ จากนั้นโทรหาคู่ครอง คนในครอบครัว เพื่อน หรือสายด่วนเพื่อขอให้ใครสักคนช่วยอยู่เป็นเพื่อน การพักสั้นๆ แบบนี้ช่วยลดโอกาสหลุดอารมณ์ได้มาก
การเปลี่ยนสีผิวในทารกเป็นสิ่งที่ทำให้พ่อแม่ตกใจได้มาก และมีเหตุผล เพราะบางทีอาจอันตรายจริง
ควรไปโรงพยาบาลด่วน (โทร 1669) หากเห็นว่า
อาการแบบนี้อาจบอกว่าระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ หรือมีปัญหาหัวใจและปอด
บางครั้ง มือหรือเท้าทารกอาจออกสีคล้ำหรือลายๆ เมื่ออากาศเย็น ซึ่งอาจยังเป็นปกติได้ แต่ถ้าเป็นที่ริมฝีปากหรือลิ้น ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
ปัญหาการหายใจในทารกแรกเกิด เป็นภาวะฉุกเฉินเสมอ
ให้โทร 1669 หรือรีบไปห้องฉุกเฉิน หากคุณเห็นว่า
พ่อแม่หลายคนมักกังวลกับเสียงหายใจดังหรือมีเสียงฟืดฟาดเล็กน้อยตอนกลางคืน ซึ่งหลายครั้งเป็นแค่จมูกตันเล็กน้อย ยังไม่ถือว่าอันตราย สิ่งที่ต้องสังเกตคือ ความพยายามในการหายใจ และสภาพโดยรวม เช่น กินนมได้ไหม สีผิวเป็นอย่างไร ดูสบายตัวหรือดิ้นรน
ถ้าไม่แน่ใจ ลองถ่ายวิดีโอการหายใจของลูกแล้วเปิดให้แพทย์หรือพยาบาลดู แต่ถ้าลึกๆ แล้วรู้สึกว่า «ไม่ปกติแน่ๆ» อย่ารอ ให้ไปโรงพยาบาลทันที
จุดนิ่มๆ บนกลางศีรษะของทารกเรียกว่า กระหม่อม ปกติจะนิ่ม และแอ่นโค้งเล็กน้อย
ควรไปพบแพทย์วันเดียวกัน หากสังเกตว่า
กระหม่อมโป่งอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในสมองหรือเยื่อหุ้มสมอง หรือความดันในกะโหลกศีรษะสูง ส่วนกระหม่อมบุ๋มลึกๆ มักบอกว่าร่างกายกำลังขาดน้ำ ทั้งสองภาวะควรให้แพทย์ตรวจโดยเร็ว
สายสะดือของทารกจะค่อยๆ แห้ง เปลี่ยนสี และหลุดออกในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก บางช่วงอาจดูแห้งเป็นขี้ไคล มีคราบ หรือแดงซิบๆ รอบขอบนิดหน่อย อันนี้ยังถือว่าพบได้
ควรรีบพาไปพบแพทย์ หากเห็นว่า
ทั้งหมดนี้อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อบริเวณสะดือ ซึ่งลุกลามเร็วในทารกแรกเกิด แต่ถ้าพบและรักษาแต่เนิ่นๆ มักดีขึ้นเร็ว อย่ารอดูเอง
ไม่ใช่ทุกสิ่งที่ดูแปลกในทารกจะหมายถึงโรค อาการทารกแรกเกิด หลายอย่างเป็นเพียงธรรมชาติของร่างกายที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ แม้ดูขัดตาแต่จริงๆ แล้วปลอดภัยดี
ถ้าไม่แน่ใจ คุณมีสิทธิ์ถามแพทย์หรือพยาบาลได้เสมอ แต่ข้างล่างคืออาการที่คุณหมอและพยาบาลมักยิ้มให้แล้วบอกว่า «แบบนี้ปกติค่ะ»
ทารกสะอึกเป็นเรื่องธรรมดามาก หลายคนสะอึกตั้งแต่อยู่ในท้อง ซึ่งคุณแม่อาจรู้สึกได้เป็นจังหวะกระตุกเบาๆ
โดยทั่วไป สะอึกในทารก
ไม่จำเป็นต้องรักษาอะไรเป็นพิเศษ อาจลองอุ้มตัวตรงให้เรอสักพัก ให้ดูดนมเพิ่มเล็กน้อย หรือแค่รอ 5–10 นาที ส่วนใหญ่จะหยุดเอง อย่าเขย่าตัวเด็ก หรือใช้วิธีแปลกๆ ตามความเชื่อ เพราะอาจเป็นอันตรายมากกว่า
ทารกแรกเกิดจมูกเล็กและไวต่อสิ่งระคายเคือง จึง จามบ่อย เป็นเรื่องปกติ
การจามถี่ๆ โดยที่
ส่วนใหญ่มักเป็นเพียงการขับฝุ่น ละอองนม น้ำมูก หรือความชื้นในรูจมูกออก ไม่ได้หมายความว่าลูกเป็นหวัดหรือแพ้อะไรตั้งแต่แรกเกิด
เวลาลูกร้องไห้แล้ว คางสั่นระริก หรือมีอาการสะดุ้ง สั่นนิดๆ ที่แขนขา อาจทำให้คนเลี้ยงใจหาย แต่สำหรับทารกจำนวนมากเกิดจากระบบประสาทที่ยังไม่สมบูรณ์เท่านั้น
มักเป็นภาวะปกติ ถ้า
แต่ถ้าการสั่นไม่หยุดแม้จับพยุงไว้ หรือเป็นการกระตุกจังหวะเดิมซ้ำๆ ร่วมกับตามองเหม่อ กลอกตา หรือดูไม่รู้สึกตัว ให้รีบไปโรงพยาบาล เพราะอาจเป็นอาการชัก ซึ่งต่างจากการสั่นธรรมดา
โดยรวมแล้ว คางสั่นนิดหน่อยเป็นๆ หายๆ ในทารก ถือว่าเจอบ่อยและมักไม่อันตราย
ระบบไหลเวียนเลือดของทารกยังพัฒนาไม่เต็มที่ เวลาหนาวอาจเห็น
ถ้าลำตัวและใบหน้าดูมีเลือดฝาด อุ่นปกติ และเมื่อห่มผ้าเพิ่มหรือกอดแนบตัวแล้วสีผิวกลับมาดีขึ้น แบบนี้มักถือว่าเป็นปกติ
ควรกังวล หาก
กรณีเหล่านี้ควรโทรปรึกษาหมอทันที
คุณคือคนที่อยู่กับลูกตลอดเวลา คุณได้ยินเสียงหายใจเบาๆ ตอนตีสาม เห็นสีผิวจริงๆ ใต้แสงธรรมชาติ รู้จังหวะการกิน นอน ตื่น ของลูกดีกว่าใครทั้งหมดในทีมแพทย์
ถ้าคุณมีความรู้สึกว่า «มันไม่ปกติแล้ว» แม้จะอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ชัดเจนก็ตาม แค่นั้นก็เพียงพอที่จะ
คุณไม่ได้คิดมากเกินไป คุณแค่กำลังทำหน้าที่พ่อแม่ให้ดีที่สุดกับทารกคนหนึ่ง
ลองบันทึกบทความนี้เก็บไว้ในมือถือ หรือจดอาการต่างๆ ที่ควรระวังติดไว้ข้างเตียง เวลาเกิดอะไรขึ้นตอนกลางดึก คุณจะได้เปิดดูได้ทันที
ผ่านไปไม่นาน คุณจะเริ่มแยกได้เองว่า อาการทารก แบบไหนเป็นนิสัยเฉพาะตัวเล็กๆ น้อยๆ และแบบไหนคือ สัญญาณอันตรายทารกแรกเกิด ที่ต้องรีบไปหาหมอ ความมั่นใจนี้จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุกสัปดาห์
ระหว่างที่ยังอยู่ในช่วงเรียนรู้ อย่าลังเลที่จะพึ่งบุคลากรทางการแพทย์รอบตัวคุณ นั่นคือเหตุผลที่เขาอยู่ตรงนั้น เพื่อช่วยดูแลทั้งทารกและคนเป็นพ่อแม่ไปพร้อมกัน