สัปดาห์แรกที่ได้พาทารกกลับบ้าน มักเต็มไปด้วยคำถามสารพัด โดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักลูก เช่น
“ลูกเราน้ำหนักขึ้นพอไหมนะ” หรือ “น้ำหนักแรกเกิดปกติควรเท่าไหร่”
ถ้าคุณนั่งจ้องตัวเลขในสมุดสีชมพูหรือบนตาชั่งที่คลินิกแล้วสับสน คุณไม่ได้คิดไปคนเดียว มาลองไล่ดูไปทีละเรื่องว่า น้ำหนักแรกเกิดแบบไหนถือว่าปกติ, น้ำหนักทารกขึ้นแบบไหนถือว่าสุขภาพดี และเมื่อไหร่ที่ควรพาลูกไปพบบุคลากรทางการแพทย์
ในประเทศไทย ทารกครบกำหนดส่วนใหญ่จะมี น้ำหนักแรกเกิดปกติอยู่ที่ประมาณ 2.5 - 4 กิโลกรัม หรือ น้ำหนักแรกเกิด 2500 - 4000 กรัม ช่วงตัวเลขกว้างขนาดนี้ แต่ก็ยังถือว่าเป็นกลุ่มทารกสุขภาพดีตามเกณฑ์
ถ้าถามว่าโดยเฉลี่ยทารกครบกำหนดหนักเท่าไหร่ ส่วนมากจะอยู่ราวๆ 3.2 - 3.4 กิโลกรัม แต่ก็มีทารกสุขภาพแข็งแรงมากมายที่หนักกว่านี้หรือน้อยกว่านี้เล็กน้อย
ข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับน้ำหนักแรกเกิด
ตัวเลขบนตาชั่งวันที่ลูกคลอดเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” เท่านั้น ลักษณะ น้ำหนักทารกขึ้น ในสัปดาห์และเดือนต่อๆ ไปต่างหาก ที่บอกได้ชัดกว่าว่าลูกกำลังเติบโตดีแค่ไหน มากกว่าตัวเลขตอนแรกเกิดเพียงตัวเดียว
หลายครอบครัวตกใจ เมื่อชั่งน้ำหนักแล้วพบว่าลูกหนักน้อยกว่าวันแรกเกิด โดยเฉพาะวันที่ 3 แล้วเห็นตัวเลขลดลง คำถามยอดฮิตคือ
“ทารกลดน้ำหนักหลังคลอด แบบนี้ผิดปกติหรือเปล่า”
สำหรับทารกส่วนใหญ่ ทารกลดน้ำหนักหลังคลอดถือว่าเป็นเรื่องปกติ และพบได้บ่อยมาก
โดยทั่วไป ทารกครบกำหนดที่แข็งแรงจะ ลดน้ำหนักได้ราว 7 - 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักแรกเกิด ในช่วง 3 - 4 วันแรกหลังคลอด เช่น ถ้าลูกหนัก 3.5 กิโลกรัมตอนคลอด น้ำหนักลดลงมาเหลือประมาณ 3.15 - 3.25 กิโลกรัมยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้
สาเหตุที่น้ำหนักลดลงในช่วงแรก
การขับน้ำออกจากร่างกาย
ทารกคลอดมาพร้อมน้ำส่วนเกินในร่างกายหลายส่วน หลังคลอดลูกจะปัสสาวะบ่อย ทำให้น้ำในร่างกายลดลง ตัวเลขน้ำหนักจึงลดตาม
การถ่ายขี้เทา (meconium)
อุจจาระแรกของทารกที่มีสีดำเหนียว ก็มีน้ำหนักอยู่ไม่น้อย เมื่อถ่ายออกไป น้ำหนักก็ลดลงเล็กน้อย
ยังได้กินน้ำนมเหลือง (Colostrum) ปริมาณไม่มาก
ช่วงวันแรกๆ เต้านมคุณแม่จะผลิต “น้ำนมเหลือง” ปริมาณไม่มากแต่เข้มข้นไปด้วยสารอาหารและภูมิคุ้มกัน ลูกจึงได้ปริมาณน้ำนมไม่มากนักในช่วงนี้ จึงมีโอกาสที่น้ำหนักจะลดลงเล็กน้อย และถือว่าเป็นปกติ
ร่างกายกำลังปรับตัวจากอยู่ในครรภ์สู่โลกภายนอก
จากเดิมที่ได้รับอาหารผ่านรกอย่างต่อเนื่อง มาเป็นการกินเป็นมื้อๆ ผ่านการดูดนม การเปลี่ยนรูปแบบนี้ทำให้น้ำหนักมีการปรับตัวในช่วงแรก
บุคลากรทางการแพทย์ ทั้งกุมารแพทย์ พยาบาลในห้องคลอด และเจ้าหน้าที่คลินิกเด็กดีในไทยคุ้นเคยกับรูปแบบนี้มาก จึงประเมินจาก เปอร์เซ็นต์ทารกลดน้ำหนักหลังคลอด ร่วมกับการดูดนมและอาการอื่นๆ ว่าควรเฝ้าดูเฉยๆ ให้คำแนะนำเรื่องการให้นม หรือจำเป็นต้องพบแพทย์เพิ่มเติมหรือไม่
อีกคำถามที่เจอบ่อยในห้องตรวจเด็กดีคือ
“ลูกจะกลับมาน้ำหนักเท่าเดิมเมื่อไหร่หลังคลอด”
โดยทั่วไปสำหรับทารกครบกำหนดที่สุขภาพดี
ดังนั้น ปลายสัปดาห์ที่สองหลังคลอด เด็กส่วนใหญ่จะกลับเข้าสู่น้ำหนักแรกเกิด หรือขยับขึ้นไปเล็กน้อย
หากสงสัยว่าลูกเราอยู่ในเกณฑ์หรือไม่ บุคลากรทางการแพทย์จะดูหลายอย่างร่วมกัน เช่น
หากลูก ยังไม่กลับมาน้ำหนักแรกเกิดภายใน 2 สัปดาห์ นี่คือจุดที่ควรให้แพทย์หรือพยาบาลตรวจประเมิน อาจต้องปรับแผนการให้นมหรือมีการตรวจเพิ่มเติม ไม่ได้แปลว่ามีปัญหารุนแรงเสมอไป แต่ถือว่าเป็นสัญญาณให้ดูใกล้ชิดขึ้น
เมื่อผ่านช่วงน้ำหนักลดในสัปดาห์แรกและน้ำหนักกลับมาถึงจุดเดิมแล้ว จุดสนใจถัดไปคือรูปแบบ น้ำหนักทารกขึ้น ในแต่ละสัปดาห์
พ่อแม่มักถามว่า
“ปกติแล้วน้ำหนักทารกขึ้นกี่กรัมต่อสัปดาห์”
แนวทางกว้างๆ สำหรับช่วง 3 เดือนแรกคือ
ตัวเลขนี้เป็นค่าเฉลี่ย ไม่ใช่เกณฑ์ตัดสินรายสัปดาห์ บางสัปดาห์อาจขึ้นน้อยกว่านี้ บางสัปดาห์ขึ้นมากกว่านี้ได้ ขึ้นอยู่กับจังหวะช่วงโตเร็ว (growth spurt) การไม่สบายเล็กน้อย หรือการเปลี่ยนรูปแบบการกินนม
ในสมุดบันทึกสุขภาพเด็ก (สมุดสีชมพู) จะมี ตารางน้ำหนักทารกแรกเกิดและวัยเด็ก แสดงเป็นเส้นเปอร์เซ็นไทล์ เพื่อให้เห็นช่วงน้ำหนักทารกปกติ เด็กไม่ได้จำเป็นต้องอยู่เส้นกลาง (50th percentile) เสมอไป สิ่งสำคัญกว่าคือ
หากต้องการดูกราฟแบบดิจิทัล แอปอย่าง Erby สามารถช่วยบันทึกและแสดงกราฟได้คล้ายกับตารางในสมุดสีชมพู ใช้แนวเส้นเปอร์เซ็นไทล์แบบเดียวกัน ทำให้มองภาพรวมได้ง่ายขึ้น
ในประเทศไทย น้ำหนักทารก มักถูกวัดตามช่วงเวลาหลักๆ เช่น
การชั่งแต่ละครั้งเป็นเพียงจุดหนึ่งบนกราฟ เมื่อวาดหลายๆ จุดต่อกันจึงจะเห็นแนวโน้มที่แท้จริง ไม่ควรดูตัวเลขครั้งเดียวแยกออกจากบริบท
เจ้าหน้าที่จะช่วยจุดลงใน ตารางน้ำหนักทารกแรกเกิดและวัยเด็ก และอธิบายให้ฟังว่ากราฟที่ลูกกำลังวิ่งไปนั้นหมายความว่าอย่างไร หากพบจุดที่น่าจับตา เขาอาจนัดชั่งซ้ำถี่ขึ้น หรือส่งต่อให้พบกุมารแพทย์ รวมถึงประสานทีมให้คำปรึกษาด้านการให้นมแม่และการเลี้ยงลูกด้วยนมผสม
ปัจจุบันเครื่องชั่งทารกหาซื้อได้ง่ายมาก หลายครอบครัวเลยสงสัยว่า การชั่งน้ำหนักทารกที่บ้าน จำเป็นหรือไม่ และควรทำบ่อยแค่ไหน
โดยทั่วไปสำหรับบ้านที่ลูกแข็งแรงดี ไม่แนะนำให้ชั่งน้ำหนักทุกวัน เพราะ
หากมีเครื่องชั่งอยู่แล้ว
สำหรับการติดตามที่แม่นยำ ตัวเลขจากการชั่งที่โรงพยาบาล คลินิกเด็กดี หรือสถานพยาบาล ซึ่งใช้เครื่องมาตรฐานและบุคลากรที่ชำนาญ จะน่าเชื่อถือกว่า แล้วค่อยบันทึกลงในสมุดสีชมพูหรือแอปอย่าง Erby อีกที
ทารกแต่ละคนมีอัตรา น้ำหนักทารกขึ้นกี่กรัมต่อสัปดาห์ ไม่เท่ากัน ปัจจัยที่ส่งผลมีหลายด้าน เช่น
ทารกเล็กมักต้องการกินนมบ่อย
การให้นมบ่อยๆ ตามสัญญาณหิวของลูก ช่วยให้ร่างกายคุณแม่ผลิตน้ำนมได้ดี และให้ลูกมีโอกาสได้รับพลังงานเพียงพอ หากพยายามยืดเวลาเว้นห่างมื้อเร็วเกินไปในช่วงแรก บางครั้งอาจทำให้ น้ำหนักทารกขึ้นช้าลง
สำหรับทารกกินนมแม่
สำหรับทารกกินนมผสม
ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลต่อปริมาณนมที่ลูกได้รับจริงๆ ในแต่ละมื้อ
ร่างกายแม่ผลิตน้ำนมตามหลัก “ยิ่งเอาออก ยิ่งผลิตเพิ่ม” หากลูกดูดนมได้ดีและบ่อย ปริมาณน้ำนมก็มักจะเพียงพอตามไปด้วย
ปัญหาน้ำนมมาน้อยอาจทำให้ น้ำหนักทารกขึ้นช้ากว่าปกติ โดยเฉพาะในกรณี
พยาบาลกุมารเวช กุมารแพทย์ หรือที่ปรึกษาการให้นมแม่ (เช่น คลินิกนมแม่ในโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน) สามารถช่วยประเมินและให้แนวทางเพิ่มน้ำนมได้
ทารกคลอดก่อนกำหนด ตัวเหลืองมาก การติดเชื้อ หรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง ล้วนส่งผลต่อรูปแบบ น้ำหนักทารก ได้ทั้งสิ้น ในกรณีเหล่านี้คุณหมอมักนัดติดตามน้ำหนักอย่างใกล้ชิด และอาจใช้เป้าหมายการเพิ่มน้ำหนักที่ต่างจากทารกครบกำหนดเล็กน้อย
ไม่จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักทุกวันจึงจะรู้ว่าลูกโตขึ้นหรือไม่ ยังมีสัญญาณอีกหลายอย่างที่บอกได้ว่าการ น้ำหนักทารกขึ้น กำลังไปได้สวย เช่น
เสื้อผ้าและผ้าอ้อม
บอดี้สูทที่เคยหลวมเริ่มตึง กระดุมกดติดยากขึ้น ต้องเปลี่ยนไซซ์ผ้าอ้อมเร็วกว่าที่คิดไว้
รูปร่างและสัดส่วนตัวลูก
แก้มเริ่มอิ่ม ต้นแขนต้นขาเริ่มมีเนื้อ ไม่ดูผอมบางเหมือนสัปดาห์แรกๆ
จำนวนผ้าอ้อมเปียกและผ้าอ้อมมีอุจจาระ
หลังผ่านช่วงแรกไปแล้ว หากลูกกินนมเพียงพอ มักจะมี
พฤติกรรมของลูก
ตื่นตัวเป็นช่วงๆ ร้องหิวก่อนกิน และสงบลงหลังอิ่ม มีช่วงเวลาที่ดูสบายตัว ไม่ร้องกวนตลอดเวลา
พัฒนาการตามวัย
เริ่มมองตามหน้า เริ่มหันตามเสียง แสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่างๆ ตามวัย
ถ้าสัญญาณเหล่านี้ดูดี และเมื่อเช็กกับ ตารางน้ำหนักทารกแรกเกิดและวัยเด็ก แล้วกราฟค่อยๆ ขึ้นเป็นทางชัด ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลกับน้ำหนักที่ขึ้นบ้างลงบ้างเล็กน้อย
มีบางสถานการณ์ที่ไม่ควรรอดูไปเรื่อยๆ แต่ควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
ควรติดต่อพยาบาลกุมารเวช กุมารแพทย์ หรือไปที่โรงพยาบาล/สถานพยาบาลใกล้บ้าน หากพบว่า
สำคัญที่สุดคือเชื่อความรู้สึกของตัวเอง ถ้ารู้สึกว่าลูก “ดูไม่ปกติ” แม้จะอธิบายไม่ได้ชัดเจน ก็ถือเป็นเหตุผลที่ดีในการพาไปตรวจเพิ่ม
ตารางกระดาษในสมุดสีชมพูมีประโยชน์มาก แต่หลายคนสะดวกเก็บข้อมูลในโทรศัพท์มากกว่า ตรงนี้เองที่แอป Erby เป็นตัวช่วยได้ดี
กับ Erby คุณสามารถ
เมื่อมีเครื่องมืออย่าง Erby ช่วยเก็บข้อมูลเป็นระบบ หลายครอบครัวจะรู้สึกไม่จำเป็นต้อง การชั่งน้ำหนักทารกที่บ้าน บ่อยๆ อีก แต่ยังเห็นภาพรวมของ น้ำหนักทารกเดือนแรกปกติ และช่วงต่อๆ ไปได้อย่างสบายใจ
ตัวเลขเกี่ยวกับ น้ำหนักแรกเกิดเท่าไหร่ หรือ
น้ำหนักทารกขึ้น 150 - 200 กรัมต่อสัปดาห์ถือว่าปกติไหม อาจทำให้รู้สึกกดดันในช่วงแรกของการเป็นพ่อแม่ ตัวเลขช่วยให้เราประเมินได้ แต่ถ้าโฟกัสแค่ตัวเลขตัวเดียว ก็มักจะทำให้กังวลมากเกินไป
ลองมองลูกแบบองค์รวมมากกว่ากราฟเส้นหนึ่งเส้น
ถ้าคำตอบส่วนใหญ่คือ “ใช่” และบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดตามอยู่ไม่ได้มีข้อกังวลอะไรหนักใจ ก็มีแนวโน้มสูงมากว่าลูกคุณกำลังเติบโตได้ดี
หากวันใดตัวเลขหยุดนิ่งหรือลดลง อย่ามองว่าเป็นการตัดสินคุณค่าความเป็นพ่อแม่ แต่มองว่าเป็น “สัญญาณให้ขอความช่วยเหลือเพิ่ม” ทั้งด้านการให้นม วิธีปลุกลูก กำหนดเวลานัดชั่งน้ำหนักใหม่ ฯลฯ ไม่ใช่คำตัดสินว่าคุณดูแลลูกไม่ดีพอ
ถามในสิ่งที่สงสัย เปิดใจคุยกับกุมารแพทย์ พยาบาล หรือที่ปรึกษาการให้นม และใช้เครื่องมืออย่างแอป Erby ช่วยติดตามโดยไม่ต้องหมกมุ่นกับการชั่งน้ำหนักทุกวัน
น้ำหนักทารก เป็นเพียงหนึ่งส่วนเล็กๆ ในเรื่องราวการเติบโตของเขา และเรื่องราวนี้เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง