เสียงอ้อแอ้ของทารก (cooing): ความหมาย, อายุที่เริ่ม และวิธีกระตุ้นพัฒนาการพูด

เสียงอ้อแอ้ลูก (Cooing) - พัฒนาการพูดทารกและวิธีกระตุ้น

ครั้งแรกที่ลูกน้อยมองตาเราแล้วส่งเสียงเบา ๆ แบบ «อ้อ…» หรือ «อา…» มันเหมือนเวทมนตร์เล็ก ๆ ในบ้านเลย เสียงสั้น ๆ แต่ความหมายยิ่งใหญ่มากว่า หนูอยู่ตรงนี้นะ หนูฟังอยู่นะ แล้วหนูกำลังพยายามคุยกับพ่อแม่อยู่

เสียงเล็ก ๆ เหล่านี้ที่เราเรียกว่า เสียงอ้อแอ้ของทารก คือจุดเริ่มต้นของ พัฒนาการพูดของทารก โดยตรง ลองมาดูกันให้ชัด ๆ ว่าเสียงอ้อแอ้คืออะไร ลูกมักเริ่มเมื่อไหร่ บอกอะไรเกี่ยวกับสมองของลูกบ้าง และพ่อแม่ช่วยกระตุ้นให้ลูกส่งเสียงได้อย่างไรแบบอ่อนโยนและเป็นธรรมชาติ


What is cooing?

ในภาษาเรื่องลูก ๆ ของเรา เวลาเล่าว่าลูกเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้หรือส่งเสียงเล่นเสียงเอง นั่นแหละคือสิ่งที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า cooing หรือเสียงอ้อแอ้

ความหมายง่าย ๆ คือ เสียงที่ทารกเปล่งออกมาอย่างตั้งใจโดยไม่ใช่การร้องไห้
พูดให้เข้าใจง่ายกว่านั้น คือครั้งแรกที่ลูกเริ่มส่งเสียงเพราะอยากส่งเสียง ไม่ใช่เพราะหิว เจ็บ หรือไม่สบายตัว

เสียงอ้อแอ้ของทารกมักเป็นเสียงแบบนี้

  • เสียงสระยาว ๆ เช่น «อาาา», «อูуу», «อีีี»
  • เสียงผสมเบา ๆ เช่น «กู», «กา», «อา–กู»
  • เสียงคล้ายถอนหายใจ แต่มีเสียงเปล่งออกมาจริง ๆ ไม่ใช่แค่ลม

ถ้าฟังดี ๆ เสียงอ้อแอ้จะมีลักษณะ

  • เบากว่าการร้องไห้
  • ฟังนุ่มนวล ออกแนวเป็นทำนองนิด ๆ
  • มักจะมาพร้อมกับ การสบตา, ดีดขาเบา ๆ, หรือ ยิ้ม

ถ้าสงสัยว่า เสียงอ้อแอ้คืออะไรแน่ ๆ กันแน่ ให้คิดแบบนี้ก็ได้ว่า คือช่วงที่ลูกเริ่มทดลองใช้เสียงของตัวเอง ลูกค้นพบแล้วว่าเสียงออกมาจากตัวเอง และเริ่มรู้สึกสนุกกับการเล่นเสียงพวกนี้


When do babies start cooing?

โดยทั่วไป ลูกส่วนใหญ่จะเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้ ช่วงอายุประมาณ 6–8 สัปดาห์
บางคนอาจเริ่มเร็วกว่านั้นแถว ๆ 4 สัปดาห์ และบางคนก็อาจช้ากว่านิดหน่อย

สังเกตภาพรวมได้ประมาณนี้

  • ช่วงสัปดาห์แรก ๆ ส่วนใหญ่จะเป็น เสียงร้องไห้ เสียงครางฮืดฮาด หรือเสียงสะอึก
  • พอเข้าช่วง ประมาณ 6 สัปดาห์ จะเริ่มได้ยินเสียงแบบ «อูวว» «อาาา» แทรกมาบ้าง
  • ช่วง 2–3 เดือน เด็กหลายคนจะส่งเสียงอ้อแอ้บ่อยขึ้น โดยเฉพาะตอนที่อารมณ์ดี ตื่นเต็มที่ ไม่ง่วง ไม่หิว

คำถามยอดฮิตของพ่อแม่คือ «ลูกเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้เมื่อไหร่ถึงถือว่าปกติ»
ส่วนมากจะได้ยิน เสียงทารก แบบอ้อแอ้ชัด ๆ บ่อยขึ้นช่วง 2–3 เดือน โดยมักได้ยินหลังดูดนมเสร็จ หรือระหว่างเปลี่ยนผ้าอ้อม ตอนที่ลูกสบายตัว

ถ้าลูกคลอดก่อนกำหนด เรื่อง พัฒนาการทางภาษาทารก และเสียงอ้อแอ้อาจจะขยับช้ากว่าค่าเฉลี่ยไปสัก 2–4 สัปดาห์ ควรเทียบกับ อายุแก้ไข (corrected age) มากกว่า แบบนี้ถือว่าเป็นปกติได้


What cooing means for your baby’s brain and body

เสียงอ้อแอ้ไม่ใช่แค่เสียงน่ารักให้พ่อแม่ใจละลายเท่านั้น แต่เป็นสัญญาณสำคัญของ สัญญาณพัฒนาการการพูดในทารก ว่าร่างกายและสมองกำลังเดินหน้าไปได้ดี

1. สายเสียงและกล้ามเนื้อพูดเริ่มทำงานประสานกัน

การที่ทารกจะเปล่ง เสียงอ้อแอ้ของทารก ให้ออกมานุ่ม ๆ ได้ ลูกต้องใช้หลายส่วนในร่างกายร่วมกัน เช่น

  • สายเสียงต้องเปิด–ปิดได้ลื่นไหล
  • ลิ้นต้องขยับไปด้านหน้า–ด้านหลังได้เล็กน้อย
  • กล้ามเนื้อปอดและกระบังลมต้องเริ่มควบคุมลมได้ดีขึ้น

พูดง่าย ๆ คือ เสียงอ้อแอ้แปลว่า กล้ามเนื้อที่ใช้พูดกำลังซ้อมใหญ่เบา ๆ อยู่ เตรียมตัวสำหรับการออกเสียงที่ซับซ้อนขึ้นในอนาคต

2. สมองส่วนที่เกี่ยวกับภาษาเริ่มเชื่อมต่อกัน

ข้างในสมองของลูกมีหลายส่วนที่เกี่ยวกับการฟังและการพูด ที่ต้องคุยกันตลอดเวลา
ทุกครั้งที่ลูกส่งเสียงอ้อแอ้

  • ลูกได้ยินเสียงของตัวเอง
  • สมองจะเอาเสียงนั้นไปเทียบกับเสียงที่ได้ยินจากพ่อแม่และคนรอบตัว
  • การเชื่อมต่อเล็ก ๆ ในสมองก็ถูกเสริมให้แน่นขึ้นเรื่อย ๆ

การฟังตัวเองแล้วลองทำเสียงซ้ำ ๆ แบบนี้ คือขั้นสำคัญใน พัฒนาการทางภาษาทารก ที่ช่วยวางพื้นฐานไปสู่คำพูดจริง ๆ ในอนาคต

3. เป็นสะพานไปสู่การบับเบิล (babbling)

พ่อแม่มักสงสัยว่า เสียงอ้อแอ้กับการบับเบิลต่างกันอย่างไร จริง ๆ แล้วเป็นคนละช่วงของพัฒนาการเสียง

  • เสียงอ้อแอ้ (cooing): ช่วงประมาณ 6–8 สัปดาห์ ส่วนใหญ่เป็นเสียงสระยาว ๆ เช่น «อาาา», «อููู»
  • การบับเบิล (babbling): ช่วงประมาณ 6 เดือนขึ้นไป จะเริ่มเป็นพยางค์ซ้ำ ๆ เช่น «บา–บา», «ดา–ดา», «มา–มา–มา»

ลองนึกว่าเสียงอ้อแอ้คือช่วงที่ลูกกำลังลองเล่น “วัตถุดิบ” ของภาษา

  • ก่อนอื่น ลูกเรียนรู้ก่อนว่า ตัวเองเปล่งเสียงได้ (อ้อแอ้)
  • ต่อมาเริ่มหัดจัดรูปเสียงให้เป็นพยางค์ (บับเบิล)
  • แล้ววันหนึ่ง พยางค์เหล่านี้ก็จะกลายเป็น คำพูดแรกของเด็ก เช่น «แม่», «พ่อ», «ไม่เอา»

เพราะฉะนั้น เสียง «อาาา» «อูู» เล็ก ๆ วันนี้ คือรากฐานของคำว่า «แม่» «ป๊า» ในวันหน้าจริง ๆ


Cooing vs crying: how are they different?

ในชีวิตจริงของพ่อแม่มือใหม่ เสียงลูกช่วงเดือนแรก ๆ อาจฟังดูคล้ายกันไปหมด แต่ เสียงอ้อแอ้ต่างจากการร้องไห้อย่างไร จริง ๆ แล้วทั้งเสียงและความหมายต่างกันชัดเจน

ลักษณะเสียงร้องไห้และความรู้สึก

เสียงร้องไห้มักจะ

  • ดังและเร่งเร้ามากกว่า
  • มีการเปลี่ยนระดับเสียงขึ้น–ลงแบบหักมุม
  • มักเชื่อมโยงกับความต้องการบางอย่าง เช่น หิว เจ็บตัว ง่วง ไม่สบายตัว
  • มาพร้อมท่าทางตึงเครียด ตัวเกร็ง กำมือแน่น หน้าแดง

การร้องไห้คือภาษาช่วยชีวิตของทารก เอาไว้เรียกผู้ใหญ่ให้รีบมาดู ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของมันเลย

ลักษณะเสียงอ้อแอ้และความรู้สึก

เสียงอ้อแอ้มักจะ

  • เบากว่า และมีทำนองนุ่มนวลกว่า
  • เกิดตอนที่ลูกอยู่ใน สภาวะตื่นตัวแต่สงบ ไม่ร้อง ไม่งอแง
  • มักมาพร้อมกับ การสบตา, ยิ้มเล็ก ๆ, แขนขาเหยียดสบาย ๆ
  • มีความตั้งใจเชิงทดลอง ลูกเหมือนกำลังลองเล่นเสียง ไม่ได้เรียกร้องอะไร

คุณอาจสังเกตเห็นเช่น

  • ระหว่างเปลี่ยนผ้าอ้อม ลูกมองหน้าพ่อแม่แล้วส่งเสียง «อูวว»
  • หลังดูดนมอิ่ม นอนพิงหน้าอกอยู่ แล้วถอนหายใจยาวพร้อมเสียง «อาาา»
  • นอนเตะขาบนเบาะเล่น แล้วได้ยิน «กู กู» ไปเรื่อย ๆ

เสียงแบบนี้คือความพยายามจะสื่อสารและเชื่อมต่อกับเรา ไม่ใช่เสียงขอความช่วยเหลือ


How to encourage cooing and early speech

การจะช่วยเรื่อง การกระตุ้นการพูดทารก กับ วิธีฝึกให้ลูกพูด ไม่จำเป็นต้องมีของเล่นราคาแพง การ์ดศัพท์ หรือแอปใด ๆ เลย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ตัวพ่อแม่และเสียงของพ่อแม่เอง

นี่คือวิธีง่าย ๆ ที่สอดคล้องกับงานวิจัย ที่ช่วย กระตุ้นเสียงอ้อแอ้ของทารก และช่วยให้ พัฒนาการพูดของทารก เดินหน้าได้ดี

1. ชวนลูกคุยไปกับกิจวัตรทั้งวัน

ไม่จำเป็นต้องพูดทั้งวันจนเสียงแหบนะ แต่การพูดกับลูกบ่อย ๆ ในจังหวะที่เราทำสิ่งต่าง ๆ อยู่แล้ว มีประโยชน์มาก

เล่าให้ลูกฟังว่ากำลังทำอะไร เช่น

  • «แม่จะเปลี่ยนผ้าอ้อมให้นะ ถอดแล้ววว โล่งตัวเลยใช่ไหมคะ»
  • «เราจะเดินไปครัวกันนะคะ ดูสิ วันนี้ข้างนอกสว่างจังเลย»
  • «นี่น้ำอุ่นสำหรับอาบน้ำนะคะ อุ่นกำลังดี เดี๋ยวแม่ล้างเท้าให้ก่อนนะ»

สิ่งที่ลูกได้จากการที่พ่อแม่ชวนคุยคือ

  • ได้ยิน จังหวะและทำนองของภาษา
  • เริ่มเชื่อมโยงสีหน้า น้ำเสียง กับเหตุการณ์ตรงหน้า
  • ค่อย ๆ เข้าใจว่าเสียงต่าง ๆ ที่ได้ยินมีความหมาย

ตอนแรกอาจรู้สึกแปลก ที่ต้องพูดกับคนที่ยังตอบไม่ได้เลย แต่เด็กฟังมากกว่าที่เราคิด และเก็บทุกอย่างไว้ใช้ตอนโต

2. ใช้เทคนิค “หยุดให้ลูกตอบ” เหมือนคุยจริง

เทคนิคนี้พอได้ลองแล้ว หลายบ้านบอกเลยว่าประทับใจมาก

ลองทำแบบนี้

  1. คุยกับลูกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล สีหน้าชัดเจน
  2. แล้ว หยุดพูด สักครู่ นับ 1–4 ในใจ
  3. เด็กหลายคนจะตอบกลับมาด้วยเสียง «อูว» «อา» หรือเตะขา ยิ้มนิด ๆ
  4. จากนั้นพ่อแม่ตอบกลับเหมือนกำลังคุยจริง ๆ เช่น
    • «อ้อ เมื่อกี้หนูเล่าให้แม่ฟังเหรอคะ วันนี้เหนื่อยทั้งวันเลยใช่ไหม»
    • «โห เสียงดังเชียว เมื่อกี้หนูว่าอะไรน้าา»

การเว้นจังหวะแบบนี้ช่วยให้ลูกเรียนรู้

  • การผลัดกันพูด - ทีพ่อแม่พูด แล้วทีหนูพูด แล้วค่อยทีพ่อแม่อีก
  • ว่าเสียงของเขาสำคัญ เพราะพอเขาส่งเสียง ก็มีคนตอบกลับ
  • รูปแบบการสนทนาจริง ๆ ของมนุษย์ตั้งแต่ยังพูดไม่ได้

พอใช้ไปเรื่อย ๆ พ่อแม่จะรู้สึกว่า การตอบเสียงอ้อแอ้ของลูก กลายเป็นเกมคุยเล่นที่สนุก ไม่ใช่ภาระที่ต้องจำให้ได้

3. เลียนแบบเสียงของลูก

วิธีนี้เรียบง่ายแต่ได้ผลดีมากในเรื่อง การกระตุ้นการพูดทารก และทำให้ลูกอยากส่งเสียงต่อ

เวลาลูกส่งเสียงอ้อแอ้

  • ถ้าลูกส่งเสียง «อููู» พ่อแม่ตอบกลับด้วย «อููู» แบบเดียวกัน
  • ถ้าลูกส่งเสียง «อา–กู» ก็ลองเลียนเสียงตามจังหวะเดียวกัน
  • บางครั้งลองลากเสียงให้ยาวหรือชัดขึ้นเล็กน้อย เช่น «อููููวววว»

หลายครั้งลูกจะ

  • มองหน้าพ่อแม่แบบตื่นเต้น
  • ยิ้มหรือแกว่งแขนขาด้วยความดีใจ
  • พยายามออกเสียงเดิมซ้ำอีกครั้ง

สิ่งนี้ช่วยเพราะว่า

  • ทำให้ลูกเห็นว่า เสียงคือการเล่นโต้ตอบกันได้
  • ลูกได้ยินเวอร์ชันที่ชัดขึ้นของเสียงที่ตัวเองเพิ่งทำ
  • ลูกมีกำลังใจที่จะทดลองใช้เสียงตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ

อาจรู้สึกเขิน ๆ ตอนแรก แต่ในมุมของทารก นี่คือช่วงเวลาที่สนุกและอบอุ่นมาก

4. ใช้เสียงแบบ “พูดกับเด็ก” (parentese)

เวลาเราเจอเด็กเล็ก ๆ แล้วเผลอใช้เสียงสูงขึ้น พูดช้าลง ยืดเสียงสระนิด ๆ ออกแนวเล่นเสียงกับเด็ก แบบนี้มีชื่อเรียกในงานวิจัยว่า parentese หรือ “ภาษาพูดกับเด็กเล็ก” ซึ่งมีประโยชน์จริง ๆ ไม่ใช่แค่ความน่ารัก

ลักษณะของ parentese มักจะมี

  • เสียงสูงกว่าปกติเล็กน้อย
  • เสียงสระชัด ยาว เช่น «สวัสดีค้าบบบ ลูกแม่»
  • น้ำเสียงขึ้น–ลงชัดเจนกว่าปกติ
  • ประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ

งานวิจัยจากหลายแห่ง รวมถึงของมหาวิทยาลัยในไทยและต่างประเทศ พบว่าเด็กทารก

  • ชอบฟัง เสียงแบบ parentese มากกว่าเสียงราบ ๆ แบบคุยกับผู้ใหญ่
  • ตั้งใจฟังได้นานกว่า
  • เรียนรู้รูปแบบเสียงในภาษาที่ใช้ในบ้านได้ง่ายขึ้น

การใช้เสียงแบบนี้ช่วยเรื่อง

  • พัฒนาการพูดของทารก และ พัฒนาการทางภาษาทารก
  • การดึงสมาธิของลูก และช่วยให้รู้สึกผูกพันกับพ่อแม่
  • กระตุ้นให้ลูกส่งเสียงอ้อแอ้และบับเบิลในช่วงต่อ ๆ ไป

ไม่ต้องพยายามให้เว่อร์หรือฝืนตัวเอง แค่พูดกับลูกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน เป็นธรรมชาติ และชัดถ้อยชัดคำก็พอ

5. อ่านหนังสือให้ลูกฟัง

หลายคนอาจคิดว่าเด็กตัวจิ๋วยังฟังนิทานไม่รู้เรื่อง อ่านไปก็เสียเวลา แต่ในความเป็นจริง การอ่านออกเสียงให้ลูกฟังมีผลดีต่อ ทารกส่งเสียงก่อนพูด มากกว่าที่คิด

เวลาพ่อแม่อ่านหนังสือ ลูกจะได้ยิน

  • จังหวะประโยค ที่ต่างจากการคุยปกติ
  • คำศัพท์และเสียงหลากหลาย ที่เราอาจไม่ค่อยใช้ในชีวิตประจำวัน
  • น้ำเสียงของพ่อแม่ที่ขึ้น–ลงเป็นจังหวะ ทำให้รู้สึกสงบ

คุณพ่อคุณแม่อาจ

  • อ่านนิทานภาพง่าย ๆ สั้น ๆ
  • หรือจะอ่านหนังสือ/บทความที่ตัวเองสนใจ แล้วอ่านออกเสียงเบา ๆ ให้ลูกฟังก็ได้
  • ถ้าเป็นหนังสือที่มีคำคล้องจอง หรือเล่นเสียงยิ่งดี เพราะเน้น รูปแบบเสียง ชัดเจน

แม้ลูกยังไม่เข้าใจความหมายของคำ แต่กำลังซึมซับ “ดนตรี” ของภาษา เข้าไปเรื่อย ๆ ซึ่งช่วยทั้งเรื่อง เสียงอ้อแอ้ของทารก ช่วงต้น และภาษาในระยะยาว

6. ร้องเพลงและท่องคำคล้องจองให้ลูกฟัง

การร้องเพลงเหมือนการฝึกภาษาแบบมีทำนองและความกอดก่ายรวมอยู่ในนั้น

เวลาเราร้องเพลงให้ลูกฟัง

  • น้ำเสียงจะเป็นทำนองโดยธรรมชาติ
  • มีการใช้คำซ้ำ ๆ ซึ่งดีต่อการเรียนรู้ภาษา
  • ลูกมักจะสงบและตั้งใจฟังมากขึ้น

ลองใช้

  • เพลงเด็กหรือเพลงกล่อมเด็กที่พ่อแม่รู้จักตั้งแต่ตอนตัวเองยังเล็ก
  • เพลงกล่อมก่อนนอนแบบนุ่ม ๆ
  • หรือแต่งเพลงเองง่าย ๆ จากสิ่งที่กำลังทำ เช่น
    • «เราใส่กางเกงตัวน้อยย ของหนูวว อยู่ตอนนี้…»

เพลงและคำคล้องจองดีต่อ การกระตุ้นการพูดทารก เพราะช่วยเน้น

  • พยางค์ที่ซ้ำไปซ้ำมา
  • เสียงสระที่ชัด
  • รูปแบบจังหวะที่ลูกคาดเดาได้ เด็กจึงชอบมาก

ต่อให้พ่อแม่จะบอกว่าตัวเองร้องเพลงไม่เพราะ แต่สำหรับลูก เสียงของพ่อแม่นี่แหละคือเสียงที่รู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นที่สุด


When to be concerned about cooing

โดยส่วนใหญ่ เด็กแต่ละคนจะมีเส้นทางของ พัฒนาการทางภาษาทารก เป็นของตัวเอง เร็วบ้างช้าบ้างได้ในกรอบที่กว้างทีเดียว แต่ก็มีบางสัญญาณที่ควรปรึกษาแพทย์หรือพยาบาล/นักวิชาการสาธารณสุข

ควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญถ้า

  • พอถึงประมาณ 3 เดือน แล้ว
    • ลูกยังไม่เริ่มส่งเสียงอ้อแอ้เลย
    • มีแต่ร้องไห้อย่างเดียว แทบไม่มีเสียงพอใจหรือเสียงเล่นเลย
  • หรือในทุกช่วงอายุ ถ้าสังเกตเห็นว่า
    • ลูกดู ไม่ค่อยตอบสนองต่อเสียง รอบตัว
    • ไม่สะดุ้งหรือไม่ตกใจเมื่อได้ยินเสียงดัง
    • ไม่ค่อยหันหน้า หันตาม หรือมองตามเสียงเรียกของพ่อแม่เมื่อโตขึ้นหน่อย
    • เงียบมากผิดปกติ แทบไม่ค่อยมีเสียงอื่นนอกจากร้องไห้

การที่ยังไม่มี เสียงอ้อแอ้ของทารก เพียงอย่างเดียว ไม่ได้แปลว่ามีปัญหาร้ายแรงเสมอไป โดยเฉพาะถ้าลูกคลอดก่อนกำหนด หรือเคยมีปัญหาสุขภาพช่วงแรกเกิด แต่การถามผู้เชี่ยวชาญไว้ก่อนก็ปลอดภัยกว่าเสมอ

ในประเทศไทย คุณพ่อคุณแม่สามารถ

  • ปรึกษา พยาบาล/เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่สถานพยาบาลที่พาไปคลินิกเด็กดี (WCC)
  • ปรึกษากุมารแพทย์เมื่อพาไปตรวจพัฒนาการ
  • ขอให้ช่วยประเมินการได้ยิน หรือส่งต่อไปตรวจเพิ่มเติม ถ้ากังวลเรื่องการตอบสนองต่อเสียง

สุดท้าย ให้เชื่อความรู้สึกของตัวเองด้วย พ่อแม่คือคนที่ใช้เวลาร่วมกับลูกมากที่สุด ถ้าในใจรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่เหมือนที่ควรจะเป็น การถามเพิ่มไม่ได้แปลว่าเป็นคนคิดมาก แต่คือการดูแลลูกให้ดีที่สุด


Your voice matters more than you think

ทุกช่วงเวลาเล็ก ๆ ในแต่ละวัน ทั้งตอนให้นมดึก ๆ ตีสาม ตอนฮัมเพลงเบา ๆ ระหว่างเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือการเล่นส่งเสียง «กู กู» กันบนโซฟา ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของเรื่องราว พัฒนาการพูดของทารก ของลูกเรา

เสียงอ้อแอ้คือ

  • ก้าวแรกที่ลูกเดินเข้าสู่โลกของการสื่อสาร
  • สัญญาณว่าร่างกายและสมองกำลังทำงานสอดประสานกัน
  • ภาพพรีวิวเล็ก ๆ ของการพูดคุยที่กำลังจะมาถึง

ด้วยการคุยกับลูก หยุดรอให้ลูกตอบ รับลูกเวลาลูกส่งเสียง เลียนแบบเสียงลูก ใช้เสียงแบบพูดกับเด็ก อ่านหนังสือ และร้องเพลง คุณพ่อคุณแม่กำลังทำสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ การกระตุ้นการพูดทารก และช่วยวางรากฐานให้ ทารกส่งเสียงก่อนพูด และเติบโตไปสู่การพูดที่ดีในอนาคต

ไม่จำเป็นต้องหาคำพูดเพอร์เฟ็กต์ ไม่จำเป็นต้องพูดเก่งเหมือนพิธีกรเด็ก

แค่มี คุณ, มี ลูก และมีพื้นที่เล็ก ๆ ให้เสียงนุ่ม ๆ อย่าง «อาา», «อูู», «อีี», «กู» ได้ดังขึ้น แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับการเริ่มต้นของ คำพูดแรกของเด็ก ในวันข้างหน้า


เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้นและไม่ควรใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ กุมารแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอื่น ๆ หากคุณมีคำถามหรือข้อกังวลใด ๆ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ
เราในฐานะนักพัฒนาแอป Erby ขอปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจใด ๆ ที่คุณทำโดยอาศัยข้อมูลนี้ ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้นและไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ส่วนบุคคล

บทความเหล่านี้อาจน่าสนใจสำหรับคุณ

Erby — แอปติดตามทารกสำหรับทารกแรกเกิดและแม่ให้นม

ติดตามการให้นม การปั๊มนม การนอนหลับ ผ้าอ้อม และพัฒนาการสำคัญ
Erby

Erby

ติดตามการให้นม การปั๊มนม การนอนหลับ ผ้าอ้อม และพัฒนาการสำคัญ