ช่วงอายุ 2 เดือนมักเป็นช่วงที่พ่อแม่หลายคนรู้สึกว่า „ลูกเริ่มไม่เป็นทารกน้อยจิ๋วแล้ว“ ลูกตื่นตัวมากขึ้น เริ่มยิ้มตอบ ส่งเสียงอ้อแอ้ เวลามองหน้าเรา และก็มาถึงอีกหนึ่งเรื่องใหญ่ในช่วงนี้คือ „การฉีดวัคซีนเด็ก 2 เดือน“ ตามตารางวัคซีนเด็กของไทย
หลายบ้านรู้สึกทั้งโล่งใจ กังวล กลัวเข็ม และแอบไม่อยากพาลูกไปเจ็บตัว ถ้าคุณรู้สึกแบบนี้ ไม่ได้มีแค่คุณแน่นอน ลองมาไล่ดูแบบละเอียดกันว่า วัคซีน 2 เดือนมีอะไรบ้าง สำคัญยังไง อาการหลังฉีดวัคซีนทารกปกติควรเป็นแบบไหน และเมื่อไรที่ควรรีบโทรหาคลินิก โรงพยาบาล หรือ 1669
ประมาณช่วงอายุ 2 เดือน หรือราว 8 สัปดาห์ เป็นช่วงที่เด็กไทยส่วนใหญ่เริ่มรับวัคซีนชุดใหญ่ครั้งแรกตามตารางวัคซีนเด็กที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ การเลือกอายุนี้มีเหตุผลรองรับชัดเจน
มีอย่างน้อย 3 เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันตอนนี้
ลูกยังเปราะบางต่อเชื้อโรคมากๆ
โรคอย่างไอกรน เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือติดเชื้อนิวโมคอคคัส อาจทำให้ผู้ใหญ่ป่วยหนักได้ แต่สำหรับทารกตัวเล็ก อาการสามารถทรุดลงอย่างรวดเร็ว ภายในไม่กี่ชั่วโมงอาจถึงขั้นอันตรายถึงชีวิต
ภูมิคุ้มกันจากแม่เริ่มลดลง
ระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่ส่งต่อภูมิคุ้มกันผ่านทางรกไปให้ลูก ช่วยป้องกันช่วงแรกเกิด แต่ภูมิเหล่านี้อยู่ได้ไม่นาน พอถึงอายุประมาณ 2 เดือน ระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคหลายชนิดเริ่มลดลงจนป้องกันไม่พอแล้ว
เชื้อโรคหลายชนิดแพร่กระจายแบบเงียบๆ
เชื้อบางอย่างแพร่จากคนสู่คนได้ก่อนที่เจ้าตัวจะรู้ว่าตัวเองป่วย การเลี้ยงลูกอยู่แต่ในบ้านไม่ได้ช่วยป้องกันได้ทั้งหมด เพราะสมาชิกในบ้านเองก็อาจเป็นพาหะโดยไม่รู้ตัว
วัคซีนเด็กชุดนี้จึงเป็นเหมือนการ „วางรากฐานระบบภูมิคุ้มกัน“ ให้ร่างกายลูกเริ่มสร้างภูมิของตัวเอง เพื่อจำและต่อสู้กับเชื้อเหล่านี้ได้เร็วขึ้นในอนาคต
ชื่อวัคซีนบนสมุดบันทึกสุขภาพของลูกมักเป็นตัวย่อภาษาอังกฤษดูอ่านยาก ลองไล่ดูแบบเป็นเรื่องๆ ว่า วัคซีน 2 เดือนปกติแล้วมีอะไรบ้าง และแต่ละเข็มป้องกันโรคอะไร
โรงพยาบาลและสถานพยาบาลส่วนใหญ่ในไทยนิยมใช้ „วัคซีนรวม“ เพื่อลดจำนวนเข็มที่ต้องฉีดให้ลูก
ในหลายโรงพยาบาลจะใช้วัคซีนรวม 6 ชนิดในเข็มเดียว ช่วยป้องกันโรคต่อไปนี้
คอตีบ (Diphtheria)
เป็นเชื้อที่ทำให้เกิดฝ้าในลำคอ หายใจลำบาก และสารพิษจากเชื้อสามารถทำลายหัวใจและเส้นประสาทได้
บาดทะยัก (Tetanus)
เกิดจากเชื้อในดินเข้าทางบาดแผล ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งรุนแรง อ้าปากไม่ได้ หายใจลำบาก และอาจเสียชีวิตได้
ไอกรน (Pertussis)
อันตรายมากในทารก อาจมีอาการไอเป็นชุดๆ หายใจไม่ทัน หน้าซีดหรือเขียว ต้องนอนโรงพยาบาลหรือเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต
โปลิโอ (วัคซีนโปลิโอแบบฉีด หรือ IPV)
เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรืออัมพาตถาวร ปัจจุบันในไทยแทบไม่พบแล้ว เพราะมีการฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีรายงานในบางประเทศ
ฮีโมฟิลุสอินฟลูเอนซา บี (Hib)
เชื้อนี้เป็นสาเหตุสำคัญของเยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็กเล็ก และการติดเชื้อรุนแรงในทางเดินหายใจ เช่น ฝาปิดกล่องเสียงอักเสบ ทำให้หายใจลำบาก
ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B)
เชื้อไวรัสที่ทำให้ตับอักเสบ ถ้าติดตั้งแต่เด็กเล็ก มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงตับแข็ง มะเร็งตับในอนาคต
ที่ไทยจะได้เข็มแรกตั้งแต่แรกเกิด และมักได้ „วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี เข็มที่ 2“ รวมอยู่ในเข็ม 6‑in‑1 ตอน 2 เดือนนี่เอง
ดังนั้นแค่เข็มเดียว ลูกได้รับวัคซีน DTaP วัคซีนโปลิโอ วัคซีน Hib และไวรัสตับอักเสบบี ไปพร้อมกัน ครบ 6 โรค
ในสมุดวัคซีนจะเห็นเขียนว่า PCV13 หรือ „วัคซีน PCV13“ ใช้ป้องกันเชื้อ Streptococcus pneumoniae ซึ่งทำให้เกิดโรคได้หลายอย่าง เช่น
ทารกและเด็กเล็กมีความเสี่ยงต่อโรคจากเชื้อนี้มากกว่าผู้ใหญ่ การได้รับวัคซีน PCV13 ตั้งแต่ 2 เดือนช่วยลดโอกาสป่วยรุนแรงได้มาก
วัคซีนโรต้า เป็นวัคซีนชนิดหยอดหรือให้ดื่ม ไม่ใช่แบบฉีด ป้องกันเชื้อไวรัสโรต้าซึ่งติดต่อได้ง่ายมาก ทำให้
สำหรับเด็กโตอาจแค่ทรมานและหมดแรง แต่ในทารกเล็ก การขาดน้ำเกิดขึ้นเร็วมาก อาจต้องนอนโรงพยาบาลให้น้ำเกลือทางเส้นเลือด วัคซีนโรต้าเป็นเชื้อมีชีวิตที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ลง มีประสิทธิภาพดีมากในการลดจำนวนเด็กที่ต้องนอน รพ. ด้วยอาการท้องเสียรุนแรง
ในไทยยังไม่ได้บรรจุวัคซีนเมนิงโกค็อกคัส บี ไว้ในตารางวัคซีนเด็กภาคบังคับของรัฐ แต่หลายโรงพยาบาลและกุมารแพทย์จะแนะนำให้ฉีดเป็นวัคซีนเสริม โดยเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือน
วัคซีนเมนิงโกค็อกคัส บี ช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรียสาเหตุสำคัญของเยื่อหุ้มสมองอักเสบและภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรงในทารกและเด็กเล็ก โรคนี้ลุกลามเร็วมาก จากที่เหมือน „แค่ไม่ค่อยสบาย“ อาจทรุดหนักภายในไม่กี่ชั่วโมง
ถ้าคุณสนใจวัคซีนเสริมอย่าง MenB หรือวัคซีนอื่นนอกตารางวัคซีนเด็กปกติ สามารถคุยกับกุมารแพทย์ให้ช่วยวางแผนช่วงอายุที่เหมาะสมได้
รู้รายละเอียดล่วงหน้าจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สบายใจขึ้นเยอะ
เตรียมสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (สมุดสีชมพูหรือสมุดวัคซีน)
เจ้าหน้าที่จะบันทึกวัคซีนเด็กที่ได้รับในวันนั้น ควรนำไปทุกครั้ง
เลือกเสื้อผ้าให้ถอดง่าย
แนะนำชุดที่เปิดตรงเป้า หรือกางเกงที่ดึงขึ้นลงง่าย เพื่อให้ฉีดที่ต้นขาได้สะดวก เลี่ยงชุดรัดแน่นหรือมีซิบ/กระดุมหลายชั้น
ให้ลูกกินนมตามปกติ
จะให้ก่อน ระหว่าง หรือหลังฉีดก็ได้ ขึ้นอยู่กับจังหวะของลูก บางบ้านใช้การให้ดูดนมระหว่างฉีดช่วยปลอบได้ดี
จดคำถามไปถามคุณหมอหรือพยาบาล
ถ้ากังวลเรื่องผลข้างเคียงวัคซีน 2 เดือน หรือเคยอ่านข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตแล้วงงๆ ให้จดประเด็นไว้ จะได้ไม่ลืมถาม
ส่วนใหญ่ในนัดวัคซีน 2 เดือน ลูกจะได้รับ
ขั้นตอนหลักๆ คือ
ลูกเกือบทุกคนจะร้อง เสียงร้องมาจากความเจ็บแปลบสั้นๆ แต่โดยมากจะหยุดร้องได้ภายในไม่กี่นาทีเมื่อได้กอด ดูดนม หรืออุ้มโยกเบาๆ
พ่อแม่หลายคนใจหายเวลาได้ยินลูกร้องแรงๆ แบบนี้ ถือเป็นเรื่องปกติ คุณอาจเลือกมองไปทางอื่น แต่ยังอุ้มกอดลูกไว้แน่นๆ ได้เช่นกัน
หลังฉีดวัคซีน 2 เดือน อาจเห็นว่าลูกเปลี่ยนพฤติกรรมไปเล็กน้อยใน 1‑2 วัน เป็นสัญญาณว่าระบบภูมิคุ้มกันกำลังทำงานอยู่ ซึ่งปกติและคาดเดาได้
อาการที่พบได้บ่อยและมักไม่อันตราย ได้แก่
มีไข้ต่ำๆ
หงุดหงิด งอแงมากกว่าปกติ
บริเวณที่ฉีดบวมแดง เจ็บ หรือคลำได้เป็นก้อนนิ่มๆ
นอนเยอะขึ้น
กินนมน้อยลงเล็กน้อย
อาการเหล่านี้ถือว่าเป็นผลข้างเคียงวัคซีน 2 เดือนที่พบได้เป็นปกติ และมักดีขึ้นเองใน 24‑48 ชั่วโมง หากลูกดู „ไม่ค่อยสบาย แต่ยังตื่น กินนมบ้าง ปลอบได้บ้าง และยังฉี่เป็นปกติ“ โดยทั่วไปถือว่าน่าอุ่นใจได้
แม้เราจะลบความรู้สึกเจ็บจากเข็มไม่ได้ แต่ช่วยให้ลูกสบายตัวขึ้นได้พอสมควร
วิธีช่วยดูแลแบบง่ายๆ เช่น
อุ้มกอดและสัมผัสตัวให้มากขึ้น
ทารกมักอยากให้กอดแนบตัวเวลาไม่สบายตัว การอุ้มแนบอก ห่อผ้าบางๆ หรือใส่เป้อุ้มช่วยให้เขารู้สึกปลอดภัย
ให้กินนมตามต้องการ แม้จะบ่อยกว่าปกติ
บางคนไม่อยากดูดนมมื้อใหญ่ แต่อาจดูดทีละนิดบ่อยๆ ไม่ว่าจะนมแม่หรือนมผง ให้ตามสัญญาณว่าลูกอยากหรือยังหยุด
ใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลสำหรับเด็ก หากแพทย์แนะนำ
ประคบเย็นบริเวณที่ฉีดหากดูบวมร้อน
ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นหมาดๆ แตะเบาๆ บริเวณที่ฉีดเป็นระยะ หลีกเลี่ยงการนวดแรงๆ
แต่งตัวให้ลูกบางสบาย หากมีไข้ต่ำๆ
ไม่ควรห่มผ้าหนาเกินไปในช่วงมีไข้ ให้เสื้อผ้าชั้นเดียวบางๆ และผ้าห่มบางพอประมาณ เน้นให้ลูกรู้สึกสบายตัว
สำคัญที่สุดคือฟังสัญชาตญาณของตัวเอง ถ้าวันรุ่งขึ้นอยาก „ขอพัก“ อยู่บ้าน เล่นเบาๆ กับลูก ไม่ต้องออกไปไหน ก็ถือว่าเหมาะดีแล้ว
ภาวะแพ้รุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนหนักจากวัคซีนเด็กพบได้น้อยมาก แต่ก็จำเป็นต้องรู้สัญญาณอันตรายไว้
ควรโทรหาคลินิกเด็ก โรงพยาบาล หรือโทร 1669 หากลูกมีอาการต่อไปนี้
ไข้สูงเกิน 39 °C และไม่ลดลงภายใน 48 ชั่วโมง
ไข้ต่ำๆ ระยะสั้นถือว่าปกติ แต่ถ้าไข้สูง นานหลายวัน หรือดูไม่ค่อยดี ควรให้แพทย์ตรวจ
ร้องไห้เสียงแหลม ติดต่อกันปลอบเท่าไรก็ไม่หยุด นานเกิน 3 ชั่วโมง
เด็กร้องไห้เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าร้องโทนเสียงผิดปกติ แหลมยาว และไม่สามารถปลอบให้สงบได้เลย ควรรีบปรึกษาแพทย์
ซึมมาก ตัวอ่อนปวกเปียก หรือปลุกตื่นยากกว่าปกติ
ถ้ารู้สึกว่า „ไม่ใช่ลูกคนเดิม“ คือไม่ยอมลืมตา ไม่ตอบสนองเหมือนเดิม หรือดูอ่อนแรงผิดปกติ อย่ารอช้า
หายใจผิดปกติ
เช่น หายใจเร็วมาก มีเสียงครางเวลาหายใจ หน้าอกบุ๋มช่วงซี่โครงบ่งบอกว่าต้องออกแรงหายใจมากขึ้น หรือริมฝีปาก/ใบหน้าเริ่มเขียว ต้องรีบไปโรงพยาบาล (โทร 1669 ในไทย)
มีผื่นผิดปกติ โดยเฉพาะ
มีอาการชักเกร็ง เกร็งตัว หรือหมดสติ
การชักหลังฉีดวัคซีนพบได้น้อยมาก แต่ถ้าเกิดขึ้น ให้รีบโทร 1669 หรือไปโรงพยาบาลทันที
อาการแพ้วัคซีนรุนแรงมักเกิดภายในไม่กี่นาทีหลังฉีด เช่น หน้า ลิ้น หรือริมฝีปากบวม หายใจติดขัด หรือหมดสติ จึงมักมีการให้รอดูอาการในบริเวณคลินิกสักระยะหนึ่งหลังฉีด
ถ้าคุณแค่รู้สึก „ไม่ค่อยสบายใจ แต่ไม่แน่ใจว่าอาการลูกน่าห่วงไหม“ โทรปรึกษาโรงพยาบาลหรือสายด่วน 1330 (สปสช.) เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้
การตั้งคำถามเกี่ยวกับวัคซีนเด็กไม่ใช่เรื่องโอเวอร์หรือจู้จี้เลย พ่อแม่จำนวนมากมีข้อสงสัยคล้ายกัน โดยเฉพาะช่วงวัคซีน 2 เดือน ลองมาดูประเด็นที่ถามกันบ่อย
คำถามนี้เจอบ่อยมาก คำตอบจากข้อมูลปัจจุบันคือ ระบบภูมิคุ้มกันของทารก „รับมือได้สบาย“
หลายคนแปลกใจเมื่อรู้ว่า
ตารางวัคซีนเด็กถูกออกแบบให้ฉีดแต่ละเข็มในช่วงอายุที่ได้ประโยชน์สูงสุด การเลื่อนช้ากว่ากำหนดเท่ากับปล่อยให้ลูกไม่มีเกราะป้องกัน ในช่วงที่เขาเสี่ยงต่อโรครุนแรงมากที่สุด
ความเชื่อมาจากงานเขียนชิ้นเดียวเมื่อหลายสิบปีก่อนที่อ้างว่าวัคซีนหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) เกี่ยวข้องกับออทิสติก งานชิ้นนั้นถูกตรวจสอบแล้วพบปัญหาทางจริยธรรมและหลักฐานวิทยาศาสตร์ร้ายแรง จนวารสารทางการแพทย์ที่ตีพิมพ์ต้องถอนบทความ และแพทย์ผู้เขียนหลักถูกเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพในอังกฤษ
หลังจากนั้น มีการศึกษาขนาดใหญ่ในหลายประเทศ รวมทั้งยุโรปและเอเชีย ศึกษาเด็กหลายแสนคน พบตรงกันว่า ไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างวัคซีนกับออทิสติก
ปัจจุบันเชื่อกันว่าออทิสติกมีความเกี่ยวข้องกับพัฒนาการสมองระยะก่อนคลอดและปัจจัยทางพันธุกรรม ไม่ได้เกิดจากการฉีดวัคซีนเด็ก หรือส่วนผสมในวัคซีน
หากต้องการอ่านข้อมูลเพิ่มเติมแบบภาษาคนทั่วไป สามารถดูได้จากเว็บไซต์กรมควบคุมโรค หรือราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีสรุปข้อมูลเรื่องความปลอดภัยของวัคซีนไว้ค่อนข้างชัดเจน
ในยุคที่ข้อมูลออนไลน์หลั่งไหล พ่อแม่ต้องคัดกรองข้อมูลหนักมาก บางอย่างก็ตั้งใจดีแต่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เมื่อตัดความกลัวออกชั่วครู่ แล้วมองภาพรวมให้ชัด จะเห็นประมาณนี้
คุณไม่ได้แค่ „ทำตามตารางวัคซีนเด็ก“ ตามหนังสือ แต่กำลังเพิ่มโอกาสให้ลูกปลอดภัยจากโรคที่คนรุ่นก่อนหน้าเราแทบไม่มีทางป้องกันได้เลย
ในวันนัด ลองมองการฉีดวัคซีน 2 เดือนว่าเป็นงานทีมเวิร์กเล็กๆ ระหว่างคุณกับลูก และทีมแพทย์
เมื่อคุณรู้ล่วงหน้าว่า วัคซีนเด็ก 2 เดือนมีอะไรบ้าง เช่น วัคซีน DTaP วัคซีนโปลิโอ วัคซีน Hib วัคซีน PCV13 วัคซีนโรต้า วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี เข็มที่ 2 รวมถึงวัคซีนเมนิงโกค็อกคัส บี (ถ้าเลือกฉีดเสริม) และเข้าใจอาการหลังฉีดวัคซีนทารกที่ถือว่าปกติ ความกังวลจาก „ความไม่รู้“ จะลดลงไปมาก
สุดท้าย ไม่มีใครรู้จักลูกได้ดีเท่าคุณ ถ้าหลังฉีดวัคซีนแล้วมีอะไรสักอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจ ให้ติดต่อบุคลากรทางการแพทย์ได้เสมอ และถ้าคุณยังรู้สึกใจสั่นนิดๆ เวลาอุ้มลูกเข้าไปในห้องฉีด แต่ก็ยังพาเขาไปตามนัดทุกครั้ง นั่นคือหนึ่งในวิธีเงียบๆ แต่ทรงพลัง ที่คุณกำลังปกป้องสุขภาพระยะยาวของลูกอยู่ทุกวัน